น้ำพุแห่งชีวิต

เวลาสัมพันธ์กับสรรพสิ่งทั้งที่มีและไม่มีชีวิตเรื่อยมา แต่สำหรับผู้ที่มีชีวิตอยู่ นับตั้งแต่เริ่มต้นไปจนแม้วินาทีสุดท้ายก่อนจากลา ประสบการณ์ต่างๆจากอดีตจนถึงปัจจุบันยังหวนคืนกลับมาให้นึกถึงจำได้เสมอ ลำดับเหตุการณ์สำคัญก่อนหลังในแต่ละช่วงชีวิตจึงไม่เคยห่างหายไปไหน เพราะมันถูกจดจำไว้ร่วมกับกาลเวลานี่เอง แม้ว่าเวลาจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นสัมผัสไม่ได้จริง แต่เรารับรู้ได้ว่ามันยังคงดำเนินต่อไปพร้อมๆ กับทุกสิ่งในโลกและจักรวาลอันกว้างใหญ่

ใครจะไปนึกว่าสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เราผูกพันอยู่กับเวลาจนมิอาจแยกตัวหลุดออกไปได้ คือความติดยึดภายในใจเราเอง แม้รู้ทั้งรู้ว่าการเลื่อนไหลของเวลาสัมพันธ์โดยตรงกับความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและชีวภาพของสรรพสิ่ง อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนทางธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุมใดๆ แต่มนุษย์ก็ยังอดมิได้ที่จะต่อรองขอยืดเวลาเพื่อมีชีวิตอยู่ ตราบเท่าที่เราจะมีความสุขต่อไปได้เรื่อยๆ หากแต่เราลืมไปว่าในขณะที่เป็นสุข แม้เวลาผ่านไปเพียงชั่วลัดนิ้วมือเดียว ความทุกข์ก็ยังมาเยือนได้

ถึงที่สุดแล้วเวลายังคงให้ความเท่าเทียมสำหรับทุกชีวิตเสมอ เราอาจจะคาดคะเนปรากฏการณ์ต่างๆ ที่สัมพันธ์กับเวลาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่เคยหรือไม่ แม้สักครั้งที่จะให้เวลากับการทำความเข้าใจชีวิตและความตายที่กำลังดำเนินไปรอบๆ ตัว หากเรากล้าที่จะเผชิญและยอมรับความตายที่อยู่ตรงหน้า ณ เวลานี้ในภาวะอย่างที่เป็นอยู่โดยมิได้บิดเบือนภายในจิตใจเราเอง เมื่อนั้นสถานการณ์อันไม่พึงปรารถนาก็จะไม่ทำให้เรารู้สึกแย่ไปกว่าที่เป็นจริงๆ

fountain3

ภาพยนตร์เรื่อง The Fountain เปรียบดังปรากฏการณ์ของวงจรพฤติกรรมอันซ้ำซากซ้อนทับกัน และเวียนวนอยู่ใน ๓ ช่วงเวลาสลับกันไปมาจาก “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต” เป็นเรื่องราวของการตายจากบุคคลอันเป็นที่รัก คำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ และความมั่นคงในรักแท้ หรือหากเราจะมองในมิติทางด้านอารมณ์ความรู้สึกแล้ว ทั้งหมดในหนังคือ “ภาพสะท้อนจิตใจของคู่รักที่มีความผูกพันกันอย่างลึกซึ้งในห้วงเวลาของความเป็นความตาย” โดยส่วนใหญ่เรื่องราวในหนังจะเน้นไปที่สภาวะภายในใจของทอม(สามี) ภาวะจิตใจกับอารมณ์ความรู้สึกของทอมในชั่วขณะแห่งความตายของอิซซี่ (ภรรยา) กลายเป็นรูปแบบทางอารมณ์ผสมกันระหว่าง การปฏิเสธกับซึมเศร้า ต่อรองกับพึ่งพิง โกรธเคืองกับการไม่ยอมรับหน้าที่สุดท้ายของชีวิตที่อยู่ตรงหน้า

ซึ่งเป็นภาวะใกล้เคียงกับปฏิกิริยาต่างๆที่เกิดขึ้นได้หลากหลายในตัวผู้ป่วยหลังจากได้รับแจ้งข่าวร้าย จิตแพทย์ชื่อ อลิธซาเบธ คืบเบอร์ รอสส์(Elisabeth Kubler Ross) ได้ทำการศึกษาถึงปฏิกิริยาของมนุษย์เมื่อรู้ว่าตนเองจะต้องตาย ปฏิกิริยาต่างๆในแต่ละระยะไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นทุกระยะและไม่จำเป็นต้องเกิดเรียงลำดับกัน ระยะแรกอาจมีอาการช็อคและปฏิเสธ(Shock and denial) ไม่ยอมรับความจริง ระยะที่ 2 โกรธเคือง(Anger) หงุดหงิดกระวนกระวาย และโกรธสิ่งต่างๆ บางครั้งก็ควบคุมตนเองไม่ได้ ระยะที่ 3 ต่อรอง(Bargain)พยายามต่อรองทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะยืดเวลาที่จะมีชีวิตต่อ ระยะที่ 4 ซึมเศร้า(Depression) หมดหวัง อยู่ในภาวะที่ผิดปกติ คิดทำร้ายตัวเอง และระยะที่ 5 ยอมรับ(Acceptance) สามารถยอมรับความตายได้ในที่สุดจริงๆ อันที่จริงในหนัง The Fountain ทอมไม่ใช่คนที่กำลังจะตาย อิซซี่ต่างหากที่ป่วยหนัก จวนเจียนจะตายแล้ว แต่มันกลับทำให้เราตระหนักได้ในทันทีเลยว่า คนที่ไม่ยอมรับความสูญเสียปฏิเสธความตายของบุคคลอันเป็นที่รัก นี่…มันน่าเห็นใจขนาดไหน เพราะมีปฏิกิริยาตอบสนองไม่ต่างอะไรกับผู้ป่วยที่กำลังเผชิญความตายเอาเสียเลย

ในภาพยนตร์ส่วนแรกเป็นเหตุการณ์ในอดีตของศตวรรษที่ ๑๖ ว่าด้วยเรื่องราวการต่อสู้ทุ่มเทของขุนพลโทมัสกับภารกิจค้นหาต้นไม้แห่งชีวิต เพื่อพิทักษ์ราชินีอิซซาเบลอันเป็นที่รัก เมื่อทอมพยายามเขียนนิยายต่อให้จบ ภาพเหตุการณ์ต่างๆ จะหวนปรากฏกลับมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนการอ่านทวนด้วยใจที่จดจ่อไปกับเรื่องราวจากตัวหนังสือที่อิซซี่เขียนขึ้นมาให้เรา(ผู้ดู) เห็นเป็นเรื่องราวย้อนยุคสลับกับเหตุการณ์ปัจจุบันในส่วนที่สองอยู่เรื่อยๆ เหมือนกำลังฉายภาพออกมาจากจิตใต้สำนึกของตัว ดร.ทอม ครีโอ นั่นเอง

ส่วนที่สองเป็นเหตุการณ์ปัจจุบันในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นเรื่องของ ดร.ทอม ครีโอ นักวิทยาศาสตร์ผู้ศึกษาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกับการค้นหาวิธีการรักษาโรคร้ายให้ลิงชื่อโดโนแวน ที่มีความเกี่ยวโยงไปสู่การเยียวยารักษาภรรยาสุดที่รัก ซึ่งเปรียบเสมือนน้ำพุแห่งชีวิต อันหมายถึงความเป็นอมตะด้วยการเอาชนะความตาย หรือจะหมายถึงที่พึ่งพิง ที่ยึดเหนี่ยวทางใจเพียงอย่างเดียวของทอมก็ว่าได้ ดังที่ ดร.ทอมพยายามหาทางแก้ไขและยื้อยุดชีวิตภรรยาเอาไว้เพราะตัวเขาไม่สามารถยอมรับได้ว่าความตายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

การที่อิซซี่พยายามอธิบายให้ทอมเข้าใจเรื่อง “ชิบัลบา” จากตำนานความเชื่อของชนเผ่ามายัน ก็เพื่อสร้างเส้นทางใหม่ให้ทอมค้นหาคำตอบและมองความตายในแง่มุมอื่นที่เขาพอจะยอมรับได้เอาเอง ซึ่งเราจะเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่สัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ส่วนแรกและส่วนที่สามอย่างต่อเนื่อง

ส่วนที่สามเป็นเหตุการณ์ในอนาคตในศตวรรษที่ ๒๖ เป็นเรื่องการเดินทาง การดำเนินชีวิต และความพยายามของมนุษย์อวกาศ ทอมมี่ ครีโอ ในยานทรงกลมกระจ่างใส ขณะนำพาต้นไม้แห่งชีวิตไปสู่ดวงดาวใกล้ดับสูญซึ่งชาวมายันเรียกว่า “ชิบัลบา” เพื่อให้ต้นไม้ซึ่งก็คือคนรักของตนเองกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง ในเวลานี้ ทอมมี่ไม่ได้ดื่มน้ำพุ แต่เขากินเปลือกของต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งเป็นภาพเสมือนของอิซซี่ เพื่อหล่อเลี้ยงความหวังในใจ

อันที่จริงสิ่งที่เกิดกับทอมมี่ในส่วนนี้ หรือที่เขาเป็นอยู่นี้ คือการมีชีวิตอยู่อย่างแห้งแล้งเหมือนดังต้นไม้ในยานอวกาศที่เขานำไปด้วย ที่เหี่ยวแห้งปราศจากใบ ดอก และผล ภาพในยานอวกาศจึงเป็นการสะท้อนสภาวะจิตใจของทอมอย่างที่เขาเป็นอยู่ขณะเผชิญกับเหตุการณ์ในส่วนที่สองนั่นเอง ภาระทางใจอันหนักอึ้งที่เขาพกพาเอาไปด้วยทุกหนทุกแห่งจึงอยู่ในความคิดคำนึงของเขาเสมอ ดังฉากตอนหนึ่งในหนังขณะที่ ดร.ทอม เดินไปในท้องถนนจึงเงียบสนิทปราศจากเสียงอึกทึก เพราะเขากำลังหมกมุ่นครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง เหมือนกับการทำสมาธิ แต่เป็นการเข้าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องที่คิด กระทั่งเสียงแตรรถดังกระตุ้นเตือน เสียงจึงถูกรับรู้ขึ้นมาอีกครั้ง

The Fountain บอกว่า อะไรจะเกิดขึ้นได้บ้าง หากเราไม่ยอมรับและปฏิเสธความพลัดพรากสูญเสียที่เรียกว่า “ความตาย” ลักษณะของคนปล่อยให้ชีวิตจมอยู่กับเรื่องราวในอดีตที่แล้วมา หวนไห้โหยหาแต่สิ่งที่จากไปแล้วไม่กลับคืน ในหนังยังบอกต่ออีกว่า ความทนทุกข์ฝังใจจะมีมากเพียงใด ขึ้นอยู่กับการยึดมั่นย้ำคิดไม่ยอมปล่อยของเราเอง ดังรอยสักรอบแขนรอยแล้วรอยเล่าของทอมมี่ ซึ่งดูคล้ายกับการขยายตัวของวงปีต้นไม้ กลายเป็นเรื่องราว (ต้นไม้) ใหญ่โตไปจนถึงขั้นเดินทางท่องไปในอวกาศ โดยมีดาวดับอันไกลโพ้นเป็นที่หมาย

ทอมเชื่อว่าภาระอันยิ่งใหญ่จะจบลงเมื่อถึง “ชิบัลบา” ที่ซึ่งชีวิตใหม่ของทั้งสองจะได้เริ่มต้นอีกครั้ง เพียงความหวังนี้เท่านั้นที่หล่อเลี้ยงหัวใจทอมให้เกิดมีศรัทธาในน้ำพุแห่งชีวิต (กำเนิดจากต้นไม้) การเข้าถึงชิบัลบาจึงเป็นการกลับคืนสู่พระเจ้า ซึ่งในหนังหมายถึงการเข้าใจว่าความมีชีวิตกับความตายเป็นสิ่งสัมพันธ์กันอย่างไม่สามารถแยกได้ หากเราไม่ยอมรับความตาย ชีวิตนั้นก็ไม่อาจเรียกว่า “มีชีวิต” ได้ เพราะทั้งสองเป็นสิ่งเดียวกัน น้ำพุแห่งชีวิตจึงไม่ได้ช่วยให้มีชีวิตเดิมอีกครั้ง แต่เป็นการสืบทอดหน้าที่ตามธรรมชาติ

เมื่อเราตาย ทุกสิ่งจะถูกคืนให้แก่โลกและกลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งในชีวิตอื่นๆ สืบต่อไป เหมือนที่ปฐมบิดา ซึ่งก็คือมนุษย์คนแรกที่ยอมพลีตนเพื่อสร้างโลก โดยให้ต้นไม้แห่งชีวิตก่อกำเนิดจากร่างกายหยั่งรากเพื่อโอบอุ้มโลก และแผ่กิ่งก้านวิญญาณของเขาขึ้นสู่ฟ้า คงเหลือแต่ศีรษะซึ่งลูกๆ ของเขานำไปแขวนไว้ในสรวงสวรรค์ กำเนิดเป็นชิบัลบา ดวงดาวที่ดับแล้ว ซึ่งชาวมายันเชื่อว่า วิญญาณของผู้ที่ละจากโลกนี้ไปแล้วจะไปเกิดใหม่ที่นั่น พร้อมๆ กับดวงดาวที่จะเกิดใหม่หลังจากชิบัลบาระเบิด

ดังหนังสือที่ทอมจะ “เขียนให้จบ (Finish it)” ซึ่งเป็นคำสั่งเสียสุดท้ายที่ภรรยาฝากฝังให้สานต่อ หลังจากที่เธอตายจากไป หนังสือเรื่อง The Fountain จึงเป็นเหมือนการสร้างโลกอีกแบบหนึ่งซ้อนขึ้นมาเพื่อเขียนภาคต่อของชีวิตขุนพลโทมัสที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกับ ทอม ครีโอ และ ทอมมี่ ครีโอ อย่างแยกไม่ออก และกลายเป็นภารกิจสำคัญของทอมขึ้นมาในทันที เพราะว่ามันคือสิ่งเดียวที่จะเชื่อมเขาไปสู่จินตนาการของภรรยา ทำให้เขาเข้าถึงจับต้องตัวตนของเธอได้อีกครั้ง การอ่านหนังสือซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ช่วยปลอบประโลมใจและเยียวยาความเจ็บปวดของทอม เขารู้สึกผิดที่ไม่สามารถรักษาสัญญาว่า จะอยู่ด้วยกันชั่วนิรันดร์ ผิดที่ไม่ใส่ใจดูแลอิซซี่ให้มากพอ และผิดที่งานทดลองขณะนั้นไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง ทว่าการเขียนหนังสือต่อไปจนถึงบทอวสานกลับกลายเป็นการช่วยให้ทอมค่อยๆ ปลดเปลื้องพันธนาการของความรู้สึกผิดภายในใจออกไปได้ ซึ่งก็คือความติดยึดที่เขาค้างคาใจ และยึดเอาไว้แน่นจนไม่ยอมปล่อยนั่นเอง

instead_of_using_cgi_darren_aronofsky_chose_to_do_the_special_effects_for_the_film_the_fountain_by_using_micro_photography_of_chemical_reactions_on_tiny_petri_dishes-17627

เขียนโดย Iechyd Da

เขียนลงใน อาทิตย์อัสดง จดหมายข่าวการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๒ ประจำเดือน กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๒

บทความที่เกี่ยวข้อง ชิบัลบาสัญญาณ เตือนภัยในใจผู้สูญเสีย (OPERABLOG)

รูปภาพทั้งหมด มาจากเวป http://www.identi.li/index.php?topic=171540

ภาพที่สองถัดลงมา มาจาก http://www.noelsmoviereviews.com/fountain.html

ยกเว้นรูปภาพรอยสัก มาจากเวป http://screwingupmashedpotatoes.blogspot.com/2011/02/fountain.html

ภาพท้ายสุด ยินยอม น้อมรับ วาระสุดท้าย  http://www.gifbay.com/gif/instead_of_using_cgi_darren_aronofsky_chose_to_do_the_special_effects_for_the_film_the_fountain_by_using_micro_photography_of_chemical_reactions_on_tiny_petri_dishes-17627/

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s