มิตรภาพไร้พรมแดน

ภาพยนตร์การ์ตูนแอนนิเมชั่นเรื่อง Arashi no Yoru Ni (Stormy Night) จากหนังสือการ์ตูนภาพนิ่งของยูอิจิ คิมูระ  กลายมาเป็นการ์ตูนภาพเคลื่อนไหว ที่บรรจงใส่รายละเอียดปลีกย่อยของเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้เราผู้ดูเชื่อว่า สัตว์ทั้งสองเป็นเพื่อนกันจริงๆแน่ แม้จะเป็นเพื่อนที่ดูพิกลพิลึกก็ตาม เมื่อได้เห็นท่าทางที่เจ้าหมาป่าเดินตามแพะส่ายก้น ช่างน่าหม่ำอะไรอย่างงี้ เอาเหอะน่า มันเพื่อนกันนั่นแหละ ทั้งที่สัตว์ ๒ ชนิดนี้ ในชีวิตจริงคือ ผู้ล่า กับ เหยื่อ จะให้เป็นเพื่อนกันน่ะเหรอ ไม่มีทางหรอก

เพื่อน คือสิ่งมีชีวิตประเภทหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตไปในทางร้ายก็มี ไปในทางดีก็ได้แล้วแต่เราจะเลือก ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของเราเอง เราเริ่มรู้จักการมีเพื่อนนับตั้งแต่ในอาณาเขตละแวกบ้านหรือในถิ่นที่อยู่อาศัยใกล้ๆกัน เรียกว่า “เป็นเพื่อนบ้านกัน” ถัดมาพอไปเข้าเรียนในสถานศึกษาต่างๆความสัมพันธ์เปลี่ยนไปเป็น “เพื่อนร่วมชั้นเรียน” หรือ “เพื่อนร่วมสถาบัน” และเมื่อมองให้ไกลออกไปจากหมู่บ้าน ชุมชนถิ่นอาศัยแล้วไซร้ เราจะเห็นสิ่งมีชีวิตมากมายกำลังใช้ชีวิตในรูปแบบที่มีความแตกต่างกันยิ่งขึ้น สรรพชีวิตหลากหลายเหล่านี้มาอยู่ร่วมกันในพื้นที่ๆมีขนาดกว้างขวางใหญ่โตขึ้น จนกลายเป็นเมืองประหนึ่งว่าเราคือ “เพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน”ในเมืองๆนั้น ทั้งนี้เราอาจก้าวล้ำหน้าไปสู่การเป็น “เพื่อนร่วมโลก” ก็ได้ ถ้าเราเห็นและรู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่โยงใยกันเป็นร่างแหต่อเนื่องไม่รู้จบ

แม้กระนั้นก็ตามความเป็นเพื่อนที่กล่าวมาข้างต้น ก็อาจกลายเป็นความสัมพันธ์เพียงชั่วครู่ชั่วยามไม่จีรังยั่งยืนแต่อย่างไร ถ้าเราแต่ละคนต่างก็มีระยะระวังภัยอันถ่างกว้างต่อกัน มีการแบ่งแยกประเภทของ “พวกเรา” กับ “พวกเขา” ตามค่านิยม ความชอบ ชนิด อายุ เพศ วรรณะ ระดับการศึกษา และหน้าที่การงานอาชีพที่เราเชื่อว่ามันเป็นดัชนีชี้วัดคุณค่าของความเป็นเพื่อนซึ่งเป็นคุณลักษณะของเปลือกนอกอันอ่อนไหวและเปราะบาง หรือการให้ความสำคัญต่อความถูกต้อง คุณงามความดี อุดมคติที่เรายึดมั่นจนเกินพอดีมาเป็นบรรทัดฐานของการมีเพื่อนสักคน

โดยส่วนใหญ่แล้วความเป็นเพื่อนมักจะไม่สัมพันธ์กับระบบเครือญาติ แต่ก็มีเหมือนกันที่เราเป็นทั้งญาติและเพื่อนในเวลาเดียวกัน คงเป็นเพราะว่า ความเป็นเพื่อนเกิดขึ้นจากการปฏิสัมพันธ์ต่อกันทั้งโดยจากการประสบเหตุการณ์ร่วมกันในสถานที่หนึ่งๆ และการดำเนินชีวิตประจำวันที่เรามีความเกี่ยวข้องกันเสมอๆ เมื่อปฏิกิริยาที่เราแต่ละคนแสดงออกถึงบุคลิกลักษณะของความเป็นตัวเราเกิดขึ้นและส่งผลต่อเนื่องกระทบไปยังผู้อื่น นั่นอาจทำให้เราหลายคนรู้จักกัน กลายเป็นคู่อริ หรือเป็นเพื่อนกัน หรืออาจไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ อย่างไรก็ตามการมีเพื่อนนี้อาจจะพัฒนาไปถึงขั้นเป็น “เพื่อนสนิท”ได้ หากสภาวะของความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้เราเกิดสำนึกร่วมทุกข์ร่วมสุข เกิดความเข้าอกเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเมื่อเราสามารถแบ่งปันความรู้สึกต่างๆต่อกันได้

ในการ์ตูนเรื่องนี้มีฉากสำคัญของเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในคืนฝนตกฟ้าคะนอง การพบกันหนแรกเกิดขึ้นเมื่อสัตว์ต่างสายพันธุ์สองตัววิ่งหนีปรากฏการณ์ธรรมชาตินี้ด้วยความหวาดกลัวเหมือนๆกัน เข้ามาหลบภัยในกระท่อมร้างหลังเดียวกัน ด้วยความเข้าใจชนิดชาติพันธุ์ที่คลาดเคลื่อนราวฟ้ากับเหว และภายใต้ความมืดกับเสียงฟ้าลั่นครืนๆอยู่เนืองๆ ทำให้ทั้งสองคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาร่วมกันอย่างออกรสและรู้สึกยินดีต่อมิตรภาพในเวลานั้น ทั้งๆที่ต่างก็มองไม่เห็นกันและกันเลย เหตุการณ์อันนี้ทำให้ผู้เขียนสงสัยว่าที่เราทำร้ายกัน กระทำรุนแรงต่อกันเพราะเหตุว่าเราไม่รู้จักกันจริงๆหรือว่าไม่ต้องการที่จะรู้จักกัน อย่างใดแน่?นะ

เมื่อจ่าฝูงหมาป่าบอกว่า หมาป่า(ผู้ล่า)เป็นเพื่อนกับแพะ(อาหาร)ไม่ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรอาหารย่อมมิใช่เพื่อน มีแต่พันธุ์เดียวกันเท่านั้นที่เป็นเพื่อนกันได้ เพราะฉะนั้นหมาป่า(สัตว์กินเนื้อ)ที่เป็นเพื่อนกับอาหาร(สัตว์กินพืช)ย่อมกลายเป็นอาหารของสัตว์พันธุ์เดียวกัน และเมื่อหันมาดูฝ่ายแพะบ้าง ปราชญ์ผู้เฒ่าแกะก็กำลังขอให้แกะเมอิหลอกถามที่อยู่ของหมาป่ากับเวลาที่พวกมันจะล่าเหยื่อจากหมาป่ากาบุอันเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ตัวเมอิกลับเข้าฝูงเช่นเดิมได้อีกครั้ง

คือทั้งสองฝ่ายต่างก็ให้โอกาสทั้งกาบุและเมอิแก้ตัวโดยการหลอกถามเรื่องที่อยู่กับเวลาหากินเหมือนๆกันเพื่อให้กลุ่มได้รับประโยชน์สูงสุด(เป็นวิธีคิดและเป็นการดำเนินชีวิตแบบเอาตัวให้รอด ด้วยการเอารัดเอาเปรียบคนต่างชาติพันธุ์) พฤติกรรมหลอกลวงเช่นนี้มิใช่อุปนิสัยที่จะปฏิบัติต่อเพื่อนเราแน่ๆ อีกทั้งข้อแลกเปลี่ยนก็คงไม่สามารถแก้ไขความรู้สึกไว้วางใจต่อแพะทั้งฝูงที่สูญเสียไปแล้วให้กลับคืนมาได้ ซึ่งพวกหมาป่าก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

ในโลกนี้มีเฉพาะเพื่อนสนิทเท่านั้นหรือที่เข้าใจตัวเรา ดูเหมือนในการ์ตูนจะบอกว่ามันเป็นเช่นนั้นแหละ ในคืนพายุฝนครั้งที่สอง หมาป่ากาบุกับแพะเมอิชวนกันกระโดดน้ำหนีเพื่อไปหาที่ทางใหม่กันข้างหน้า เมื่อไม่ต้องการทรยศต่อเผ่าพันธุ์ของตนเอง ทางออกที่ทั้งสองตัดสินใจเลือกเดินจึงเป็นการปฏิเสธความต้องการของสัตว์ทั้งฝูง ที่มีความหมายว่า “ไม่กระทำตาม” เงื่อนไขกติกาที่กลุ่มวางไว้ให้ แล้วสร้างความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่งขึ้นมา

เราอาจมองว่า

๑.เป็นความสัมพันธ์เฉพาะของคนชายขอบหรือคนกลุ่มใหม่ก็ได้

๒.เป็นเรื่องของการแสวงหาโลกใหม่ที่อยู่นอกกรอบความเชื่อแต่เก่าก่อน วิถีชีวิตดั้งเดิมและวัฒนธรรมประเพณีที่ทำตามกันมา

๓.คืออุดมคติในฝันที่สิ่งมีชีวิตต่างชาติพันธุ์ ต่างแม้กระทั่งรูปลักษณ์ อัตลักษณ์ เรียกได้ว่าตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน

ในคืนพายุฝนครั้งที่สี่ เป็นคืนพายุหิมะที่สัตว์ทั้งสองต่างก็ยอมเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อให้เพื่อนมีชีวิตรอดต่อไป ในเมื่ออยู่ด้วยกันไม่รอดอย่างน้อยให้อีกตัวหนึ่งคงอยู่ได้นั่นล่ะ บรรลุถึงความเป็นเพื่อนแท้แล้ว เมื่อเมอิเหนื่อยล้าและยินยอมให้กินเป็นอาหารแต่กาบุหายอมกินไม่ เขายอมหนาวตายและออกจากถ้ำไปหาหญ้าให้เมอิกินดีกว่า คือให้เพื่อนอยู่รอดดีกว่าจะฆ่าเพื่อนเพื่อประทังชีวิตตนเอง กาบุยินดีจะเป็นเหยื่อล่อลวงหมาป่าฝูงใหญ่เสียเองมากกว่าจะยัดเยียดแพะให้เป็นเหยื่อเหมือนแต่ก่อน เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนตัวเองจากผู้ล่าให้กลายเป็นเหยื่อล่อก็คือการเข้าใจวิธีที่จะปฏิบัติต่อเหตุที่มาของความรุนแรงทางตรง(การฆ่า, การทำร้าย) ความรุนแรงแฝงเร้น(การลอบกัด, การหาโอกาสเอาเปรียบ) และความรุนแรงเชิงโครงสร้าง(ความหิว, การฆ่าทีละมากๆ, การแก้แค้น, การเห็นแก่ประโยชน์ของฝ่ายตนและพวกพ้อง)ในเวลาเดียวกัน

เขียนลงสารโกมล เดือนมีนาคม – เมษายน ๒๕๕๐ ปีที่ ๒๕

คืนกลายร่างพระจันทร์เต็มดวง

ในคืนพายุฝนครั้งที่ห้าไม่มี เพราะว่ามันเป็นคืนฟ้ากระจ่างแจ้งแสงจันทร์ ซึ่งหมาป่ากาบุ ผู้สูญเสียความทรงจำหลังจากเหตุการณ์ภูเขาน้ำแข็งถล่มสามารถระลึกย้อนกลับไปสู่คืนพายุฝนคืนแรก นั่นก็คือค่ำคืนเริ่มต้นของความสัมพันธ์อันดีที่ทำให้ทั้งสองได้กลายเป็นเพื่อนกัน และหนังก็จบลงอย่างมีความสุขในคืนที่ทั้งสองนั่งชมพระจันทร์ร่วมกันโดยมีฝูงหมาป่าบ้าเลือดอยู่อีกฟากภูเขาถัดไป

สถานที่ชมพระจันทร์เต็มดวงอาจเป็นที่ทางแห่งโลกใหม่ เป็นการเก็บเกี่ยวผลลัพธ์คือความสุขจากการที่ทั้งสองพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีผ่านพ้นอุปสรรคมากมายมาด้วยความเหนื่อยยาก หรืออาจเป็นการรวมตัวของสองขั้วตรงข้ามกัน(ผู้ล่ากับเหยื่อ)ให้เต็มบริบูรณ์พอดีดังพระจันทร์คืนวันเพ็ญ หรือว่ามิใช่อะไรอื่นใดนอกเสียจากทวิลักษณะที่เราต้องเห็นคู่กันเสมอๆ ไม่ว่าจะเป็นดีกับชั่ว สุขกับทุกข์ สรรเสริญกับนินทา ทว่าสำหรับภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้ คือผู้ล่ากับเหยื่อ หรือสัตว์กินเนื้อกับสัตว์กินพืช หากเราดูสารคดีชีวิตสัตว์ป่า เราจะพบว่าที่ไหนมีสัตว์ผู้ถูกล่า ที่นั้นย่อมมีสัตว์ผู้ล่าเสมอ โดยสรุปเราอาจจำแนกตัวแทนของความสัมพันธ์ที่น่าสงสัยระหว่างหมาป่ากับแพะในการ์ตูนได้ดังนี้

๑.หมาป่า(ผู้มีอำนาจ) กิน(กดขี่ ข่มเหง เอาเปรียบ หลอกลวง) แพะ(ผู้ไม่มีสิทธิ์มีเสียง) เป็นพฤติกรรมที่ปกติหรือเปล่า

๒.ฝูงหมาป่า(คนละโมบ) อยากกินแพะเยอะๆ(ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ) เป็นพฤติกรรมที่ไม่ปกติใช่ไหม

๓.แพะหลายๆตัว(เหล่าคนซื่อ) ถูกฆ่าโดย(ถูกหลอกโดย) หมาป่า(บุคคลที่ซ่อนความไม่น่าไว้ใจได้มิดชิด) มันเกิดขึ้นได้อย่างไร

๔.แพะ(การมองโลกในแง่ดี) เป็นมิตร(ไว้วางใจ) กับ หมาป่าตัวหนึ่ง(ความรุนแรงแฝงเร้น)มาจากความไม่รู้หรือว่ารู้ อย่างไหนแน่หนอ

๕.ฝูงแพะ(ความหวาดระแวง) ไม่เป็นมิตรกับ(ไม่เชื่อใจ) หมาป่าตัวใดๆ(ความรุนแรงทางตรง) เข้าใจได้จากการปฏิบัติต่อกันโดยฝ่ายหนึ่งหนีอีกฝ่ายหนึ่งตามล่า มันเกิดขึ้นเพราะเคยเห็นหรือว่าเป็นโดยสัญชาตญาณ อย่างไหน?

๖.ความหิวของหมาป่า(ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง) เป็นความรู้สึกจำเจซ้ำซาก(เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่) มีกลไกสนองความต้องการทางกายอยู่เรื่อยๆ(ดำเนินเป็นกระบวนการอย่างสม่ำเสมอ) ยุติได้หรือไม่ อย่างไร?

๗.แพะ(ผู้ถูกกระทำ) หลบหนีตัวใครตัวมัน(ยอมจำนน) ถูกฆ่า(พ่ายแพ้) ร่วมกันปกป้องลูกน้อย (หาญสู้) แล้วสันติวิธีของแพะตาดำๆเป็นอย่างไร?

สัตว์โลกทั้งหลายสามารถรับรู้ถึงความหมายของคำว่า “มิตรภาพ” ได้ไม่ต่างกัน เราสามารถเห็นเพื่อนต่างสายพันธุ์แสดงความรักต่อกันประหนึ่งว่าความเป็นเพื่อนมิใช่อะไรอื่นใด นอกเสียจากความเป็นสัตว์เลี้ยงของฉัน หรือว่าเราอยากเป็นเพื่อนเพื่อจะได้(ขโมย)กินอาหารจากเพื่อนชนิดอื่นๆ หรือนี่ก็คือลูก(เลี้ยงฝาก)ที่ฉันรักราวกับลูกแท้ๆ(ที่ตายไปแล้ว) หรือบางทีสัตว์บางชนิดก็ทำตัวราวกับเป็นญาติสนิททางสายพันธุ์กันจริงๆ เหมือนอย่างม้ากับแพะ บางทีพฤติกรรมการเล่นเป็นประจำของสัตว์ต่างชนิดกันสองตัวอาจทำให้มันไม่กินกันเพราะว่าทั้งสองต่างก็เป็นเพื่อนเล่นของกันและกัน แต่ก็ใช่ว่ามันจะไม่กินสัตว์ชนิดเดียวกับเพื่อนของตนเอง

พฤติกรรมแสดงออกในภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องนี้บางคนอาจเห็นว่า มันเป็นได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย แต่ถ้าเรามองดูที่เงื่อนไข อย่างเช่น การถูกกักขังร่วมกัน หรือในสถานการณ์บีบคั้นคับขันด้วยกัน อุปนิสัยของสัตว์ทั้งสองที่ชอบอยู่ตามลำพัง ตลอดจนการสามารถแสดงความรู้สึกและแบ่งปันประสบการณ์เลวร้ายต่างๆร่วมกันได้ ก็น่าจะทำให้“ความเป็นเพื่อน”มีขึ้นมา หมาป่าเกเรอาจกลายเป็นหมาบ้านใจดีสำหรับแพะเพื่อนเกลอก็เป็นได้ อย่างไรเสียโอกาสที่จะเป็นเพื่อนระหว่างสัตว์ต่างสายพันธุ์นั้นขึ้นกับปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย และหมาป่ากับแพะในการ์ตูนมันก็เป็นแค่ตัวอย่างชีวิตเพื่อนแบบหนึ่งเท่านั้น

สิ่งที่ท้าทายความเป็นเพื่อนต่อเราไม่ได้อยู่ที่เป็นเพื่อนประเภทใด แต่มันอยู่ที่เมื่อเป็นเพื่อนกันแล้ว การดูแลรักษามิตรภาพให้ยั่งยืนยาวนานคือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องใส่ใจ ในระหว่างทางสายมิตรภาพย่อมมีอุปสรรคขวากหนาม มีความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา สำนึกร่วมเห็นอกเห็นใจกัน ความรู้สึกที่ดีต่อกัน และการยอมรับความต่างในขณะที่ยังไม่สูญเสียจุดยืนของตนเอง ทั้งหมดเป็นเงื่อนไขปัจจัยที่ทำให้เราอยู่กับความขัดแย้งและสามารถฟันฝ่าอุปสรรคในโลกแห่งความเป็นจริงต่อไปได้ ไม่ว่าหมาป่ากาบุและแพะเมอิจะเป็นตัวแทนของอะไรก็ตาม ทั้งสองคือตัวแทนของสิ่งดีๆที่สามารถเห็นได้ไม่ยากเลยถ้าเรามั่นคงแน่นอนในคำว่า “เพื่อน” เพราะว่ามิตรภาพนั้นไร้พรมแดน

ลงสารโกมล เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน ๒๕๕๐ ปีที่๒๕ เขียนโดย ญาเฮ ดา(Iechyd Da)

แล้วคืนพายุฝนที่ ๓หายไปไหน? ก็ไม่รู้  คงต้องไปดูหนังกันเอาเอง ว่ามีไหม?

ภาพใบปิดการ์ตูน Stormy Night จากเวป http://senpai.com.br/arashi-no-yoru-ni/

ภาพคืนวันเพ็ญ มาจาก http://bazely2356.deviantart.com/art/Arashi-no-yoru-ni-53562326

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s