หลักการภาวนา เบื้องต้น

P1050084edit

ถอดความและเรียบเรียงคำสอนของ พระอาจารย์จำรัส จิรวังโส
วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน กรุงเทพฯ

ก่อนอื่น ก็ขออนุโมทนากับญาติโยมทั้งหลาย ที่ได้พากันมาปฏิบัติทางด้านจิตตภาวนา หรือทางด้านพระกรรมฐาน การที่ญาติโยมทั้งหลายพากันมาปฏิบัตินั้น ก็แสดงว่าญาติโยมทั้งหลายได้เห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยในวัฏสงสาร ดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ว่า การที่พวกเราทั้งหลายต้องเวียนตาย เวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารนี้ เป็นทุกข์อย่างยิ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า เมื่อเราตาย เราตายแต่เพียงร่างกายเท่านั้น จิตใจไม่ได้ตายไปด้วย จิตนั้นเป็นอมตธรรมเป็นธรรมชาติที่ไม่ตาย เพียงแต่ไปเกิดในร่างใหม่ เปลี่ยนร่างใหม่ ซึ่งร่างของสัตว์โลกทั้งหมดนั้น มีอยู่ ๗ชนิด

๑.ร่างของสัตว์นรก ๒.ร่างของเปรต ๓.ร่างของอสุรกาย ๔.ร่างของสัตว์เดรัจฉาน
๕.ร่างของมนุษย์ ๖.ร่างของเทวดา ๗.ร่างของพรหม

สัตว์โลกทั้ง ๗ ชนิดนี้ แบ่งออกได้เป็น ๒ ภูมิใหญ่ๆด้วยกัน ได้แก่ สุคติภูมิ คือภูมิที่ดี มีภูมิของมนุษย์ ภูมิของเทวดา และภูมิของพรหม ส่วนอีกภูมิ คือทุคติภูมิ เป็นภูมิที่ชั่วช้า เลวทราม หรือเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า อบายภูมิ ประกอบไปด้วย ภูมิของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน จิตจะเวียนไปเกิด เวียนไปแก่ เวียนไปตาย อยู่ในภพภูมิของสัตว์โลกทั้ง ๗ชนิดนี้ การจะไปเกิดเป็นสัตว์โลกชนิดใดนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า อยู่ที่การกระทำของเราในชาติปัจจุบัน จิตของผู้ใดมากด้วยโทสะคือความโกรธ เมื่อตายจากชาติปัจจุบันนี้แล้วจะไปเกิดเป็นสัตว์นรก เปลี่ยนจากร่างที่เป็นมนุษย์ ไปสู่ร่างที่เป็นสัตว์นรก

จิตของผู้หนึ่งผู้ใดมากไปด้วยโลภะ คือความโลภหรือราคะ เมื่อตายจากชาตินี้แล้ว จะไปเกิดเป็นเปรต หรืออสุรกาย
จิตของผู้หนึ่งผู้ใดมากไปด้วยความหลงหรือโมหะ เมื่อตายจากชาตินี้แล้ว จะไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน อาทิเช่น หมู หมา เป็ด ไก่ ม้า วัว ควาย ถ้าจิตของผู้หนึ่งผู้ใดพยายามปฏิบัติอยู่ในเรื่องของศีล ๕ หรือประพฤติปฏิบัติในกุศลกรรมบท ๑๐ อยู่แล้ว เมื่อตายจากชาตินี้แล้ว จะกลับมาเกิดในร่างมนุษย์อีกครั้งหนึ่ง ถ้าจิตของผู้หนึ่งผู้ใดในปัจจุบันมากไปด้วยมหากุศล สร้างมหากุศล อาทิเช่น ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา เมื่อตายจากชาตินี้ ก็จะไปเกิดเป็นเทวดาในเทวภูมิ และสุดท้ายจิตของผู้ใดปฏิบัติภาวนาจนกระทั่งได้ฌาน ฌานหนึ่ง ฌานสอง ฌานสาม ฌานสี่ เมื่อตายจากชาตินี้แล้ว จะไปเกิดเป็นพรหมในพรหมภูมิ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะไปเกิดในภพใดภูมิใด ก็มีความเกิด มีความแก่ มีความตาย เหมือนกันหมด ต่างกันแต่เพียงอายุขัยเท่านั้นที่ไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะมาเกิดเป็นสัตว์โลกชนิดใด พระองค์ตรัสว่าเป็นทุกข์อย่างยิ่ง การเกิดบ่อยๆนั้นเป็นทุกข์ เมื่อมีการเกิด ก็ต้องมีการแก่ มีการตาย พระองค์ตรัสว่า ความแก่นั้นเป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะไปเกิดในภพภูมิใดเป็นทุกข์ทั้งหมด นอกจากเกิดมาแล้วเป็นทุกข์ ยังต้องเป็นทุกข์ทั้งจากความโศกเศร้า ความร่ำไรรำพัน ความทรมานทางกายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย บางครั้งเกิดความทรมานทางใจ ความคับแค้นใจ การประสบกับสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา ประสบในสิ่งที่ไม่รัก พระองค์ก็ตรัสว่านั่นแหละเป็นทุกข์ บางครั้งเกิดความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ หรือมีความปรารถนาในสิ่งใด แล้วไม่ได้ในสิ่งนั้น และบางครั้งเรียกว่า จิตของเราเข้าไปหลงยึดมั่นถือมั่นในรูปในนาม ในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเราเป็นของเรา ตัวนั้นแหละคือตัวทุกข์

image

คือความที่จิตหลงเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในรูปในนาม ในขันธ์ ว่าเป็นตัวเราของเรานั้น นั่นแหละคือตัวทุกข์ นี่เป็นทุกข์ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าไปตรัสรู้ว่า โอ…สัตว์โลกทั้งหลาย รวมทั้งมนุษย์ด้วย การที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏนี้ มันมีทุกข์มีโทษเป็นภัยอย่างนี้ พระองค์ถือว่าเป็นภัยอันใหญ่หลวงต่อชีวิตอย่างนี้ อาตมาจึงได้กล่าวว่า การที่ญาติโยมทั้งหลายได้พากันมาปฏิบัติพระกรรมฐาน หรือการปฏิบัติภาวนาอย่างนี้ ญาติโยมทั้งหลายนั้นได้รู้ ได้เห็นทุกข์เห็นโทษเห็นภัยในวัฏสงสาร การที่มาภาวนา การปฏิบัติพระกรรมฐานนั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ก็เพื่อวัตถุประสงค์ประการเดียวในการที่จะออกจากทุกข์ในวัฏสงสารนี้เอง เพราะเราได้ทราบแน่ชัดแล้วว่าการเวียนตายเวียนเกิดในวัฏสงสาร มันเป็นทุกข์อย่างนี้ ทุกข์ ๑๒ ประการนี้เกิดขึ้นกับทุกๆคน ทุกๆสัตว์โลก ทุกชนิดไม่มียกเว้นเลย ใครจะรู้สึกหรือไม่ก็ตาม กองทุกข์ทั้ง ๑๒ ประการนี้ครอบงำจิตของสัตว์โลกอยู่ทุกคน จะครอบงำแต่เฉพาะพุทธบริษัทเท่านั้นก็หาไม่ สัตว์โลกทุกชนิด มนุษย์ทุกคนทุกผู้ทุกนาม ทุกชาติทุกภาษา กองทุกข์ทั้ง ๑๒ ประการนี้เป็นสากลเข้าครอบงำทั้งหมด

พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น นอกจากจะตรัสรู้เข้าไปรู้ในเรื่องทุกข์แล้ว พระองค์ยังตรัสรู้ในธรรมะที่จะดับทุกข์ด้วย ธรรมะที่จะดับทุกข์หรือธรรมะที่จะออกจากทุกข์นั้นมีประการเดียว นั้นก็คือ สิ่งที่พระองค์เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ทางสายกลาง หรือมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งก็คือหนทางการปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์อันเดียวกัน หรือจะเรียกว่าอริยมรรคมีองค์ ๘ เป็นธรรมะที่จะดับทุกข์ของกองทุกข์ทั้ง ๑๒ ประการนั้น เป็นธรรมะที่จะออกจากทุกข์ในวัฏสงสาร ไม่ต้องไปเวียนตายเวียนเกิดเป็นสัตว์โลก ๗ ชนิดนี้อีก เท่าที่ผ่านมานั้น จิตดวงนี้มันไปเวียนเกิดมาหมดแล้ว เกิด แก่ ตาย ในสังสารวัฏนี้ เคยเป็นสัตว์โลกทุกชนิดมาหมดแล้ว พระองค์ตรัสว่าจิตดวงนี้ เคยไปเกิดมาแล้ว นรกทุกขุม เปรตอสุรกายสัตว์เดรัจฉานทุกขนิด มนุษย์ทุกประเภท เทวดาพรหมทุกชั้นจิตดวงนี้เคยไปเกิดมาหมดแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าใครสามารถรวบรวมกระดูกในร่างที่จิตดวงนี้ไปเกิดมานั้นน่ะ โอย…กองเท่ากับภูเขาเลากา เพราะทุกภพทุกภูมินั้นมันมีการเกิด มีการแก่ มีการตายทั้งนั้น ไม่มีภพภูมิใดเลยที่ร่างกายมันจะไม่แก่ไม่ตาย ร่างกายมันแก่มันตายหมดทุกภพทุกภูมิ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแต่เฉพาะในโลกมนุษย์นี้เท่านั้น ในโลกของเทวดา พรหมไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปอุบัติขึ้น ในโลกของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉานก็ไม่มี นั่นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า มนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถออกจากทุกข์ในสังสารวัฏนี้ได้ มนุษย์เท่านั้นที่จะมีโอกาสดับทุกข์ได้ ดับกองทุกข์ทั้ง ๑๒ ประการนี้ได้ สัตว์โลกอื่นๆไม่มีโอกาส ความที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ต้องถือเป็นลาภอันประเสริฐ ใช่ไหม? ดังที่พระองค์ตรัสว่า มนุสฺสปฏิลาโภ ความที่ได้เกิดเป็นมนุษย์นั้นเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะสามารถที่จะดับทุกข์ได้ สามารถที่จะออกจากทุกข์ในสังสารวัฏนี้ได้

พระองค์ตรัสรู้เรื่องการดับทุกข์ที่เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทาหรือมรรคมีองค์ ๘ ทางสายกลางนี้เท่านั้นที่จะดับทุกข์ ออกจากทุกข์ได้ ธรรมะอื่นไม่มี ขอให้เข้าใจให้ดี มรรคมีองค์ ๘ นั้นเราก็รู้ว่าประกอบด้วยองค์ ๘ คือ ๑.สัมมาทิฎฐิ (ความเห็นชอบ) ๒.สัมมาสังกัปปะ(ความดำริชอบ) ๓.สัมมาวาจา(วาจาชอบ) ๔.สัมมากัมมันตะ(การงานชอบ) ๕.สัมมาอาชีวะ(เลี้ยงชีพชอบ) ๖.สัมมาวายามะ(ความเพียรชอบ) ๗.สัมมาสติ(ระลึกชอบ) ๘.สัมมาสมาธิ(จิตตั้งมั่นชอบ) จากอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ เมื่อย่อลงมาแล้วเหลือ ๓ นั่นก็คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เมื่อพูดถึงไตรสิกขา(ศีล สมาธิ ปัญญา) ก็หมายถึงมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง หรือมรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง

Picture 047editศีลนั้น ถ้าเป็นพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ทันทีที่อุปสมบทจะเกิดเป็นศีลขึ้นมาทันที พระภิกษุมีศีล ๒๒๗ สามเณรมีศีล ๑๐ สำหรับฆราวาสนั้น ศีลได้จากการสมาทาน ๒ ประการ ศีล ๕ กับ ศีล ๘ แล้วก็มี ๒ วิธี

วิธีที่หนึ่ง ก็คือการสมาทานเป็นนิจศีล สมาทานไว้เป็นนิจเลย จะเป็นตลอดชีวิตหรือจะเป็นเวลานานกี่วันกี่เดือนกี่ปีก็แล้วแต่ตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ ในระหว่างนั้นเราก็รักษาศีลอันนั้นไว้ตลอด อีกวิธีหนึ่งคือ สมาทานเป็นครั้งๆไป รักษาเป็นครั้งๆไป ส่วนสมาธิกับปัญญานั้นได้จากการภาวนา ในการภาวนานี้มี ๒ประการ คือ

ประการที่ ๑ เรียกว่าสมถภาวนา คือ การภาวนาเพื่อให้จิตเกิดความสงบเป็นสมาธิ กับประการที่ ๒ วิปัสสนาภาวนา ภาวนาเพื่อให้จิตเกิดปัญญา นี่อย่างนี้เรียกว่า ครบมัชฌิมาปฏิปทา ครบมรรคมีองค์ ๘ ย่อมาแล้วเหลือ ศีล สมาธิ ปัญญา ต้องมีทั้งศีล สมาธิ ปัญญา ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ไม่ครบดับทุกข์ไม่ได้ ออกจากทุกข์ไม่ได้ พระองค์ตรัสไว้ชัดเจน ศีลได้จากการสมาทาน ฆราวาสได้จากการสมาทาน ในการจะปฏิบัติภาวนาทุกครั้งจะต้องทำการสมาทานศีลทุกครั้ง ถ้าไม่ได้สมาทานนิจศีลไว้

เพราะพระองค์ตรัสแล้วว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มันเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กันอย่างนี้ ศีลเป็นตัวอบรมสมาธิ สมาธิเป็นตัวอบรมปัญญา แล้วปัญญาจะไปอบรมจิต มันจึงต้องมีครบทั้ง ๓ ประการ ถ้าไม่มีศีล สมาธิเกิดขึ้นไม่ได้หรือเกิดขึ้นได้ยากมาก ถ้าไม่มีสมาธิ ปัญญาเกิดขึ้นไม่ได้ หรือเกิดขึ้นได้ยาก ตราบใดที่ยังไม่มีปัญญาทุกข์ก็ดับไม่ได้ ตัวปัญญานั้นก็คือ ตัวจิตที่เข้าไปรู้ไปเห็นรูปธรรมนามธรรม รูปนามหรือขันธ์ ๕ ว่าเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เท่านั้น ถ้าจิตไปรู้ไปเห็นอย่างอื่น ผิดทั้งหมด ดับทุกข์ไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนั้นเลยรับรองอย่างนั้นเลย

การจะดับทุกข์หรืออกจากทุกข์ในวัฏสงสารนี้ได้ ก็ปฏิบัติศีลสมาธิและปํญญา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ดี พระปัจเจกพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันตสาวกทั้งหลายก็ดี ออกจากทุกข์ ดับทุกข์ในสงสารวัฏนี้ได้ ต้องผ่านศีล สมาธิ ปัญญาทั้งนั้น ไม่มีเลยที่จะไม่ผ่านศีล สมาธิ ปัญญา หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บอกเอาไว้ในหนังสือมุตโตทัย ข้อที่ ๑๗ ว่า ทุกคนไม่ว่าจะวิมุตติด้วยการหลุดพ้นวิธีใดก็ตาม จะเป็นปัญญาวิมุตติ หรือเจโตวิมุตติ ต้องผ่านศีล สมาธิ และปัญญาทั้งนั้น ถ้าไม่ผ่านศีล สมาธิ และปัญญาแล้ว ไม่มีทางที่จะหลุดพ้นจากทุกข์นี้ได้

เพราะฉะนั้น ก็ขอให้ญาติโยมทั้งหลายได้ทราบ ได้เข้าใจโครงสร้างที่ชัดเจน เมื่อเราเข้ามาอยู่ในหนทางปฏิบัติที่ถูกต้องแล้ว การปฏิบัติของเราก็จะค่อยๆเจริญก้าวหน้าขึ้นไปตามลำดับ แปลว่าเราค่อยๆสามารถดับทุกข์ได้เป็นไปตามลำดับ เมื่อรวมความแล้ว การปฏิบัติภาวนาของเรารวมลงมาสู่ศีล สมาธิ และปัญญา สำหรับฆราวาสนั้น ผู้ใดไม่ได้สมาทานนิจศีลไว้แล้วล่ะก็ ทุกครั้งที่จะทำภาวนาให้เราสมาทาน ณ ขณะนั้น ตั้งเจตนางดเว้น ถ้าศีล ๕ก็งดเว้นบาปห้าประการ ศีล ๘ก็งดเว้นบาปห้าประการ รวมทั้งที่เพิ่มเติมเข้ามาเป็นศีลพรหมจรรย์อีกสามข้อ จะสมาทานศีลห้าก็ได้ ศีลแปดก็แล้วแต่ จะต้องมีศีล ถ้าไม่มี สมาธิมันจะเกิดขึ้นไม่ได้

P1050240edit

ต่อจากนี้จะขอสรุปเรื่องของการปฏิบัติสมาธิก่อน ทบทวนเรื่องการปฏิบัติสมถภาวนาหรือสมาธิภาวนาคือการทำจิตของเราให้สงบเป็นสมาธิ มีขั้นตอนในการปฏิบัติง่ายๆสี่ห้าขั้นตอน

ขั้นตอนแรกก็คือ ศีล ถ้าผู้ใดยังไม่ได้สมาทานนิจศีลเอาไว้ นิจศีลคือศีลประจำ สมาทานตลอดเลย สมาทาน ณ ขณะนั่ง โดยการตั้งเจตนางดเว้น ว่า ต่อไปนี้ของดเว้น การทำบาป ๕ ประการ ขอเว้นเด็ดขาดในการฆ่าสัตว์ การลักทรัพย์ การประพฤติผิดในกาม การพูดปด การเสพสุราของมึนเมา ก็จะเกิดมีศีลขึ้นมา เมื่อมีศีลแล้ว

ขั้นตอนที่สองก็คือ ให้ตัดความกังวลใจใดๆทั้งสิ้นออกเสีย ในขณะที่เรานั่งภาวนานี้ นั่นคือ เป็นการกระทำทางกาย ทางวาจา ทางใจของเราให้เกิดความเปล่าเปลี่ยว ความวิเวก ตัดความกังวลใจออกชั่วคราว โดยไม่ต้องไปคิดห่วงใครทั้งนั้น บัดนี้มีตัวเราคนเดียวเท่านั้นในโลก

ขั้นตอนที่สาม ให้พยายามทำจิตทำใจของเราในขณะนี้ ให้เป็นมหากุศลจิต คือทำจิตของเราให้เกิดความโสมนัสยินดีในบุญในกุศลที่เราได้เคยประกอบมาแล้ว การให้ทานก็ดี การถวายทานก็ดี การใส่บาตรพระ การเคยรักษาศีล หรือการภาวนา นั่นเป็นบุญทั้งนั้น เพราะว่าสัมมาสมาธิ คือสมาธิชอบจะเกิดได้แต่เฉพาะจิตที่เป็นมหากุศลจิตเท่านั้น

ขั้นตอนที่สี่ ให้เราระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย ก็คือพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า พระพุทธ พระธรรม และพระอริยสงฆ์เท่านั้นที่เรียกว่าที่พึ่งอันประเสริฐของเรา พระองค์จึงให้เราระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย โดยบริกรรมในใจว่า “พุทโธ ธัมโม สังโฆ” สามครั้ง ต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ห้าก็คือ ให้เราบริกรรมคำว่า พุทโธ คำเดียว “พุท” พร้อมหายใจเข้า “โธ” พร้อมหายใจออก โดยพยายามอย่าส่งจิตออกไปข้างนอก พยายามอย่าไปคิดถึงอดีต อดีตคือสิ่งที่ล่วงมาแล้ว มันเป็นเพียงสัญญาความจำเท่านั้น ให้แล้วเลยไป มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ดีมันดีไปแล้ว ชั่วมันชั่วไปแล้ว ในขณะภาวนานี้ อย่าส่งจิตไปในอดีต อีกประการหนึ่งอย่าส่งจิตไปในอนาคต อนาคตเป็นสิ่งที่มันยังมาไม่ถึง มันจะเป็นจริงหรือไม่ยังไม่รู้ มันอาจจะจริงหรือไม่จริง เพราะฉะนั้น ขณะที่เรากำลังภาวนานี้ ตัดอนาคตไปเสียให้อยู่กับปัจจุบัน เอาจิตไว้กับปัจจุบัน อะไรคือปัจจุบัน? ลมหายใจนี้แหละเป็นปัจจุบัน การที่เราเอาจิตไปจับไว้กับลมหายใจนั้นถูกต้องแล้ว และเพื่อไม่ให้เผลอสติ เราก็ใส่พุทโธเข้าไปอีก ให้มันพอดีกัน ตั้งสติให้เข้มแข็ง สติเป็นตัวควบคุมจิต สติอยู่ที่ไหนจิตอยู่ที่นั่น

IMG_0102editถ้าสติเราเข้มแข็งดีแล้ว จิตก็จะจับอยู่กับอารมณ์ปัจจุบัน ก็คือ “พุท” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ไม่แส่ส่ายไปรับอารมณ์ทางอื่น ถ้าจิตอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันนี้ นั่นแปลว่าจิตเรามีอารมณ์เป็นหนึ่งแล้ว เรียกว่าเอกคตารมณ์ จิตเริ่มสงบเป็นสมาธิ สมาธินั้นมีอยู่ ๓ ขั้น ขั้นต้นเรียกว่า ขณิกสมาธิ คือสงบชั่วขณะหนึ่งชั่วครู่หนึ่ง จิตจับอยู่กับอารมณ์เป็นหนึ่งแล้วอาจจะยังส่งไปข้างนอกอยู่ ส่งไปในอดีต ส่งไปในอนาคต คือสงบแค่ขณะหนึ่ง ให้เราใช้พุทโธดึงกลับมาแล้วเพิ่มกำลังสติให้มากขึ้นอีก ตั้งสติให้เข้มข้นขึ้นอีกให้จิตอยู่กับอารมณ์ปัจจุบันคือ “พุท” หายใจเข้า “โธ” หายใจออก ถ้าเราเพิ่มสติขึ้นอีก แล้วจิตสงบได้นานขึ้น เรียกว่า อุปจารสมาธิ นี่คือได้ขั้นที่สอง

ต่อจากนั้นให้เพิ่มกำลังสติขึ้นอีก จิตเราจะสงบถึงขั้นที่สาม คืออัปปนาสมาธิ รู้ได้โดยเริ่มต้น คำบริกรรมพุทโธจะค่อยๆหายไป ถ้ามีสติเข้มแข็งดีแล้ว จะรู้ว่าคำบริกรรมพุทโธหายไปตอนไหน คำบริกรรมหายไปนั้นถูกต้องแล้ว อย่าไปดึงพุทโธกลับมาอีก แต่ให้ตั้งสติไปจับไว้กับลมหายใจอย่างเดียว ลมหายใจเข้าให้รู้ ลมหายใจออกให้รู้ จับลมไว้ให้มั่นเชียว ถ้ามีสติดีจะสังเกตุเห็นว่าลมหายใจนั้นค่อยๆแผ่วลงและถี่ขึ้น เอาสติจับไว้กับลมหายใจให้รู้อยู่ตลอดเวลา อย่าให้พรากจากกันได้เชียว จนในที่สุดเมื่อสติเรามั่นคงดีแล้ว ลมหายใจจะขาดวื๊ดหายไป เราจะรู้ด้วยว่าที่ลมหายใจเรามันขาดหายไปนั่นน่ะ มันขาดหายไปตอนไหน ตอนลมเข้าหรือลมออก จับให้ได้ แสดงว่าสติเราดีนั่นแหละ ลมหายใจขาดไปนั่นแหละ เรียกว่าอัปปนาสมาธิในขั้นสูง ต้องให้ถึงขั้นนี้ ในภาคสมถภาวนาต้องให้ถึงขั้นนี้ นี่คือขั้นตอนในการปฏิบัติสมถภาวนาให้จิตสงบเป็นสมาธิ ในการปฏิบัตินี้มีข้อควรระวังอยู่ ๔ ข้อ ที่สำคัญ

ข้อควรระวังประการหนึ่ง อย่าไปตั้งความหวังใดๆทั้งสิ้น อย่าไปตั้งความอยากใดๆทั้งสิ้นว่า อยากจะให้จิตมันสงบถึงขั้นนั้นขั้นนี้ ตราบใดยังมีตัณหาความอยากอยู่ ตราบนั้นจิตจะไม่สามารถสงบเป็นสมาธิได้

P1050216editข้อควรระวังประการที่สอง ในการที่จิตของเราสงบในขั้นตอนที่สอง เรียกว่าอุปจารสมาธินั้น อาจจะเห็นภาพนิมิตต่างๆเกิดขึ้น เป็นแสงสีต่างๆ เป็นภาพเหตุการณ์ต่างๆเกิดขึ้น ที่ตาในมองเห็นได้ ภาพนิมิตนั้นเป็นเพียงเครื่องหมายแสดงเท่านั้น นิมิตแปลว่าเครื่องหมายไม่ใช่ของจริง เป็นแค่มายาหลอกลวงเท่านั้น ภาพนิมิตต่างๆที่เราเห็น ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ไม่ว่าจะน่ารักหรือน่าเกลียดน่ากลัว อย่าไปสนใจอย่าไปกลัว อย่าไปยินดีอย่าไปยินร้ายในภาพนิมิตเหล่านั้น ปล่อยให้มันผ่านไป เพียงแต่กำหนดจิตว่ารู้แล้วเห็นแล้วเท่านั้น ไม่สนใจ ให้เข้าใจว่านั่นไม่ใช่ของจริง ถ้าหากเราติดอยู่ในภาพนิมิตแล้ว เราจะติดสงบอยู่ในขั้นอุปจารเท่านี้เอง ไม่สามารถที่จะก้าวเข้าไปสู่ขั้นอัปปนาสมาธิได้ ไม่ได้ประโยชน์อะไร

ข้อควรระวังประการที่สาม เมื่อจิตเราสงบอยู่ในขั้นอัปปนาสมาธิ ลมหายใจขาดหายไปนั้น บางคนกลัวว่า ลมหายใจหายไปนั้นไม่ตายหรือ หรือกลัวว่าจิตวิญญาณออกจากร่างไป ประเดี๋ยวจะกลับเข้าร่างไม่ได้ เป็นการเข้าใจผิดทั้งหมด แท้จริงนั้นลมหายใจเขามีอยู่เป็นปกติ แต่จิตเขาสงบ เขาพักงานแล้ว เขาไม่รับรู้ด้วยไม่ไปรับรู้เรื่องลมหายใจ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ณ ตรงจุดนี้ กายสังขารมันดับ ลมหายใจมันปรุงแต่งกาย เมื่อกายสังขารมันดับ ลมหายใจมันดับ ลมมันมีอยู่เป็นปกติ แต่จิตเรามันไม่ได้ไปรับรู้ด้วยเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวตาย แล้วอย่าไปนึกถอน ถ้าไปนึกถอน ถ้าไปกลัวตายแล้ว จิตมันจะถอนกลับมาเลย พอถอนกลับมาแล้ว ต่อไปในโอกาสข้างหน้า จะทำให้จิตสงบถึงขั้นอัปนาสมาธินี้เป็นไปได้ยาก

ประการที่สี่ ซึ่งเป็นจุดสำคัญมากที่สุดประการหนึ่งคือ เมื่อจิตสงบถึงขั้นอัปนาสมาธิ ลมหายใจขาดไปแล้วนั้น ตอนนี้จิตจะมีทางแยกสองทาง ทางหนึ่งคือ มาทางสมาธิโดยมีตัวรู้อยู่ตลอดเวลา รู้ว่าขณะนี้ลมหายใจขาดหายไปแล้ว ไม่มีอะไรเคลื่อนไหวในร่างกายขณะนี้ แต่จิตมันโดดเด่นขึ้นมา มันรู้อยู่ตลอดเวลา มีสิ่งภายนอก ไม่ว่าจะมีเสียงข้างนอก ไม่ว่าจะมีลมมาปะทะใบหน้า ปะทะแขน เหตุการณ์ต่างๆภายนอกรู้หมดเลย รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง นี่ทางที่ถูก ต้องมีตัวรู้อยู่ ส่วนอีกทางหนึ่งนั้นจิตอาจจะหลบเข้าไปในภวังคจิต จิตจะดิ่งเงียบลึกหายไปเลย เพราะในภวังคจิตนั้นมันมีสุขมากและจิตก็พยายามที่จะมาทางนี้อยู่แล้ว มันมีแนวโน้มที่จะมาทางนี้

มันผิดตรงที่ตัวรู้มันหายไป ที่จริงตัวรู้คือตัวจิตนั่นเอง ขณะนี้เราต้องไม่ลืมว่า เรากำลังอบรมจิตของเราให้เกิดปัญญา ถ้าจิตมันหายไปแล้วนี่ เราจะไปอบรมใคร เมื่อจิตมันหายไปแล้วไอ้ตัวรู้มันก็หายไป ไม่เกิดประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น อะไรล่ะเป็นตัวคอยควบคุมให้จิตมาถูกทางสมาธิ หรือไม่ให้จิตไปทางภวังคจิต ตัวสติตัวเดียวเป็นตัวป้องกันไม่ให้จิตเข้าภวังคจิต นั่นก็คือถ้าสติเข้มแข็งดี สติจะอยู่ด้านสมาธิมีตัวรู้อยู่ตลอดเวลา ถ้าสติอ่อนเมื่อไหร่ จิตจะหลบเข้าภวังคจิตดิ่งเงียบลึกหายไปเลย ผิดทาง ในการภาวนา ไม่ว่าจะอยู่ในขั้นสมถภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนา ตัวสติเป็นตัวสำคัญที่สุด ต้องมีสติเข้มแข็งอยู่ตลอดเวลา ถ้าสติอ่อนแล้วการภาวนาของเราจะไม่ได้ผลเลย ไม่ว่าจะเป็นในขั้นสมถภาวนาหรือในขั้นวิปัสสนาภาวนา ตัวสติเป็นตัวสำคัญที่สุด

IMG_0094editเราต้องการสมาธิในขั้นสุดท้ายคือ ขั้นอัปปนาสมาธิ เมื่อจิตของเราสงบถึงขั้นอัปปนาสมาธิแล้ว พระองค์ตรัสไว้ว่า ต่อไปนี้จิตของเราเป็นจิตที่สมควรแก่การงาน เป็นจิตที่อ่อนโยน ถ้าเราสามารถทำถึงแค่นี้ได้ เราสามารถนำจิตของเราในขณะนี้มาใช้ทางโลกก็ได้ ผู้ที่เรียนหนังสือจะมีความจำดี มีไหวพริบดีขึ้น มีวิจารณญาณในการพิจารณาเรื่องราวต่างๆ ก็จะเป็นไปด้วยความละเอียด สุขุม รอบคอบ

ส่วนในทางธรรมนั้น เราจำเป็นต้องให้จิตถึงขั้นนี้ เพราะเราจะเอามาเป็นบาทฐานเบื้องต้นในการปฏิบัติวิปัสสนาต่อไป ทุกครั้งที่จะยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา จะต้องกระทำจิตของเราให้เกิดความสงบเป็นสมาธิถึงในขั้นอัปปนาสมาธิเสมอ นี่คือการภาวนาในขั้นสมถภาวนา หลักการที่ถูกต้องเป็นอย่างนี้ สุดท้ายที่เราต้องการคือตัวปัญญา ปัญญานั้นถ้าไปเห็นอย่างอื่นผิดหมด มันต้องเป็นปัญญาที่เห็นรูปนามขันธ์นี้ว่า เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเท่านั้น ปัญญาอย่างอื่นนอกจากนี้แล้วดับทุกข์ไม่ได้ ออกจากทุกข์ไม่ได้

จัดทำโดย ศิษยานุศิษย์หลวงพ่อไพโรจน์ วิโรจโน

รูปภาพประกอบ ตรวจพิสูจน์อักษรและเรียบเรียง โดย พระหาวนอน ศิษย์หลวงปู่หมอน

ลิงก์ดาวน์โหลด pdf ไฟล์ http://www.4shared.com/office/8BbPir1A/Book-JUMRAT-Lowres.html

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s