เมื่อเราจุดตะเกียง ให้ผู้อื่น ทางของเราก็สว่างไสว

P1040375

พุทธศาสนาสอนว่า ชีวิตทั้งหลายสัมพันธ์เนื่องอาศัยกันตามหลักธรรม “ปฏิจจสมุปบาท” ถือว่าไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้ลำพังโดดๆ โดยเป็นอิสระจากชีวิตอื่น ในภาษาญี่ปุ่นเราแทน ปฏิจจสมุปบาท ด้วย engi ซึ่งแปลตามพยัญชนะว่า “เกิดขึ้นโดยสัมพันธ์กัน” อีกนัยหนึ่งคือ ชีวิตทั้งหมดและปรากฏการณ์ทั้งหลายดำรงอยู่หรือเกิดขึ้นเพียงเพราะสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันกับชีวิตอื่นหรือปรากฏการณ์อื่น ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกดำรงอยู่ได้ตามเหตุปัจจัย ไม่มีสิ่งใดที่ดำรงอยู่โดยอิสระอย่างเด็ดขาดจากสิ่งอื่น หรืออุบัติขึ้นโดยตัวมันเอง

พระพุทธเจ้าศากยมุนีได้ทรงอธิบายความหมายของปฏิจจสมุปบาท จากตัวอย่าง ต้นอ้อสองกำ ซึ่งต่างก็อิงอาศัยกันและกันอยู่ ว่า กำอ้อทั้งสองจะยังคงยืนหยัดอยู่ได้ตราบนานเท่าที่ยังพึ่งพิงกันฉันใด เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี เพราะสิ่งนั้นมี สิ่งนี้จึงมี ก็ฉันนั้น ถ้าเราเคลื่อนย้ายอ้อกำหนึ่งออกไปจากที่นั่น อีกกำต้องมีอันล้มลงแน่ เสมือนว่าปราศจากการมีอยู่ของสิ่งนี้ สิ่งนั้นก็ไม่มีด้วย เมื่อสิ่งนั้นสูญสิ้นไป สิ่งนี้ก็ดับสูญเช่นกัน

ศาสนาพุทธได้กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ชีวิตเราทั้งหลายจะค่อยๆวิวัฒน์ไปอย่างต่อเนื่องตามกันเป็นแรงจากการผสานรวมระหว่าง ปัจจัยภายในของตัวเราเอง(ตามแต่บุคลิกภาพ, ประสบการณ์, ทรรศนะต่อชีวิตในแง่มุมต่างๆ) และปัจจัยภายนอกที่สัมพันธ์แวดล้อมตัวเราแต่ละคนนั้นเอง มีส่วนปรุงแต่งสร้างสรรค์สิ่งแวดล้อมซึ่งค้ำจุนสิ่งอื่นให้ดำรงอยู่ ทุกสรรพสิ่งล้วนเป็นปัจจัยเกื้อกูลกันและกัน ก่อให้เกิดจักรวาลที่มีชีวิตกลายเป็นองค์รวมหนึ่งเดียว

เมื่อใดก็ตามที่เราเข้าใจขอบเขตของโครงข่ายอันมากมายเหลือคณานับที่สัมพันธ์เรากับชีวิตอื่นๆ เมื่อนั้นเราก็จะพบว่า ชีวิตเรามีความหมายก็ต่อเมื่อสัมพันธ์กับสิ่งอื่น เมื่อเราสัมพันธ์กับเขา ลักษณะเฉพาะตัวเราจะปรากฏชัดขึ้นเป็นเอกลักษณ์ของเรา เราจะเข้าใจได้เองว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะรู้สึกสุขใจอยู่ได้ ในขณะที่คนอื่นๆทุกข์ตรม ในทำนองเดียวกัน การกระทำใดๆก็ตามของเราย่อมส่งผลต่อโลกรอบๆตัวเรา ดังเช่น นักบวชนิกายนิชิเรนได้เขียนไว้ว่า เมื่อเราจุดตะเกียงให้ผู้อื่น ทางของเราก็สว่างไสวไปด้วย”

ท่ามกลางโครงข่ายแห่งธรรมชาติที่โยงใยกันอย่างละเอียดซับซ้อนจนเกิดการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสภาวะแวดล้อม เช่น ระหว่างคนกับสังคม พ่อแม่กับลูกๆ สามีกับภรรยา หากเราแต่ละคนสามารถยอมรับทรรศนะที่ว่า “เพราะว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้จึงมี” หรืออีกนัยว่า “เป็นเพราะผู้นั้น ฉันจึงพัฒนาได้” ดังนี้แล้ว ความขัดแย้งที่ไร้สาระก็จะไม่เกิดขึ้นกับเราเลย

ในระดับที่ลึกลงไป เราได้สัมพันธ์ติดต่อไม่ใช่แค่คนใกล้ชิดรอบๆข้างเราเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงทุกชีวิต หากเราเข้าใจความเป็นจริงนี้ ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวและเดียวดายที่สร้างความทุกข์สาหัสต่อเราก็มีอันต้องจบสิ้นลงตั้งแต่เริ่มต้น เหมือนเช่นที่เรารู้ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งในกลไกมากมายที่ปฏิสัมพันธ์กันอยู่

ดังที่ไดซากุ อิเคดะ เคยเขียนเอาไว้ว่า ความเข้าใจเรื่องการปฏิสัมพันธ์ของชีวิตสามารถนำโลกไปสู่สันติสุข “เราคือมนุษย์ที่มีชีวิตอยู่โดยมีพันธะลึกลับบางอย่าง เพื่อมีชีวิตในระยะเวลาจำกัดในโลกนี้ร่วมกัน โลกที่อุดมไปด้วยน้ำ และต้นไม้สีเขียวภายใต้จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ไยเราจึงมาทะเลาะทำร้ายกันอยู่เล่า? หากเพียงแต่เราจะสามารถจดจำมโนภาพของสรวงสวรรค์อันกว้างใหญ่ไว้ในจิตใจได้ ผมเชื่อว่า ในระยะยาวความขัดแย้งและการทะเลาะเบาะแว้งก็จะถูกแก้ไขไปในที่สุด ถ้าหากสายตาของเราเพ่งความสนใจไปยังความเป็นนิรันดร์ เราจะรู้ได้ว่าความขัดแย้งทั้งหมดที่เรามีเพราะอัตตาเล็กๆน้อยๆนั้นเป็นเพียงเรื่องน่าเศร้าและไม่สำคัญเอาเสียเลย

ต้นนางพญาเสือโคร่งเบ่งบาน ริมทางเข้าวัด วันที่๑๕ มกราคม ปี๒๕๕๗ แปลและเรียบเรียงโดย ต้นกล้า

รูปทั้งสองถ่ายภาพมาจากวัดดอยปุย

ภาพประกอบบทความโดย พระหาวนอน ศิษย์หลวงปู่หมอน

จากเรื่อง ” Dependent Origination “

คอลัมน์ Buddhism in Daily Life ใน SGI Quarterly ฉบับเดือนกรกฎาคม 1999

ลงในคอลัมน์ฟ้ากว้าง ทางบรรจบ ใน สานแสงอรุณ ฉบับที่ 26 มีนาคม-เมษายน 2544

Advertisements