มาตังคะเถอะน่า

หญิงจัณฑาลในระบบวรรณะ กรุงบอมเบย์ ปีพ.ศ.2485

เมื่อใดก็ตาม ที่เราพบว่า สิ่งที่ปรากฏจริงให้รับรู้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย แต่มันกลับกลายเป็นอีกอย่าง สิ่งเดิมๆที่เคยเชื่อก่อนหน้านี้ทั้งหมดก็จะถูกหักล้างไปโดยปริยาย ซึ่งเรื่องราวของนายมาตังคะ(พระโพธิสัตว์)ผู้เป็นคนจัณฑาล มันก็ดำเนินไปตามความเชื่อดังกล่าวนั้น เมื่อนางทิฏฐมังคลิกา ผู้เป็นภรรยาของนายมาตังคะ เที่ยวประกาศออกไปท่ามกลางผู้คนทั้งหลายว่า ท้าวมหาพรหมเป็นสามีของเราไม่ใช่จัณฑาล ในวันเพ็ญ 15ค่ำที่จะถึงนี้ ท้าวมหาพรหมจะแหวกวงพระจันทร์ลงมาให้ทุกคนได้เห็น

มหาชนชาวพาราณสีจึงพากันเชื่อว่า มันต้องเป็นความจริงแน่ๆ ท้าวมหาพรหมของเรามีอยู่จริง และนายมาตังคะก็ยังไม่ได้เป็นอะไรกันกับนางทิฏฐมังคลิกา ถ้าได้กับนายมาตังคะ นางทิฏฐมังคลิกาก็ต้องเป็นจัณฑาลไปแล้ว นี่มันอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น แค่นางทิฏฐมังคลิกา(อดีตลูกสาวเศรษฐีชาติวรรณะสูง)พูดป่าวประกาศเท่านั้นเอง ผู้คนก็พร้อมที่จะเชื่อ ครั้นถึงคืนวันเพ็ญ 15ค่ำจริงๆ ในยามเมื่อพระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางทิฆัมพร(ท้องฟ้า) พระโพธิสัตว์มาตังคะก็เนรมิตอัตภาพ(รูปลักษณ์)เป็นท้าวมหาพรหม ให้รุ่งโรจน์สว่างไสวเห็นดุจเดียวกันไปทั่วอาณาเขตกว้างยาว 12โยชน์ บันดาลให้เห็นไปตลอดแว่นแคว้นกาสิกรรัฐ แล้วแหวกมณฑล(วงกลม)แห่งพระจันทร์เหาะลงมาเวียนวนอยู่เหนือพระนครพาราณสี 3รอบ เห็นอย่างนี้ก็เลยเชื่อสนิทใจ ไม่มีใครสงสัยเลยว่า นายมาตังคะหายไปไหน? ถึงได้ปล่อยให้ท้าวมหาพรหมแย่งเอานางทิฏฐมังคลิกาไปเป็นเมียได้ ทั้งๆที่ก็รู้กันอยู่แล้วว่า เศรษฐีได้ยกนางทิฏฐมังคลิกาให้นายมาตังคะไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายมาตังคะไปนอนที่ลานบ้านของบิดาเศรษฐีของนางทิฏฐมังคลิกา โดยตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อได้นางทิฏฐมังคลิกาเป็นภรรยาแล้วนั่นแหละ ถึงจะยอมลุกขึ้น ถ้าไม่ได้จักตาย ณ ที่นี้แหละ ธรรมดาว่า การอธิษฐานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จตามนั้น

ถึงจะเป็นจัณฑาลก็ไม่ได้โง่นะ

เศรษฐีจึงบอกให้คนเอาทรัพย์ไปให้นายมาตังคะ หนึ่งมาสก เพื่อหวังจะให้นายมาตังคะลุกไปซะ แต่นายมาตังคะไม่ยอมลุก เขาบอกว่า “ไม่ได้ต้องการเงิน เราเพียงต้องการนางทิฏฐมังคลิกา” คนเหล่านั้นจึงถามว่า “นางทิฏฐมังคลิกาไปทำอะไรท่านรึ?” นายมาตังคะจึงตอบว่า “นางทิฏฐมังคลิกาไม่ได้ทำอะไรแต่พวกของนางทำร้ายเรา” เมื่อเศรษฐีทราบเรื่องจึงเพิ่มเงินให้อีก แต่นายมาตังคะก็ไม่กลับ เศรษฐีและภรรยากลัวว่าพวกตนจะต้องกลายเป็นคนจัณฑาล ถ้านายมาตังคะตายอยู่ที่ลานบ้าน จึงให้คนส่งอาหารและเอาทรัพย์ไปให้นายมาตังคะเพิ่มขึ้นอีก แต่ทำยังไงๆนายมาตังคะก็ไม่รับ ผ่านไป 1วัน 2วันก็แล้ว 3วันก็แล้ว 4วันก็แล้ว

จนถึงวันที่ 5 พวกเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันก็กลัวสิ ขืนปล่อยอย่างนี้ต่อไป เราทั้งหมดก็ต้องกลายเป็นคนจัณฑาลแหง๋ๆ  อี๋!!…ขยะแขยงที่สุด(จัณฑาลเหมือนเป็นเชื้อไวรัสที่เป็นแล้วไม่มีทางรักษาให้หายขาด) คนเหล่านี้จึงบอกเศรษฐีให้ยกลูกสาว คือนางทิฏฐมังคลิกาให้แก่นายมาตังคะไปซะ แต่เศรษฐีกับภรรยาไม่ยอม ส่งเงินไปให้อีกจนถึง หนึ่งแสน นายมาตังคะก็ยังไม่ยอมรับอยู่ดี เมื่อถึงวันที่ 7 ชาวบ้านทั้ง 14หลังก็ประชุมกัน เอาอย่างงี้ก็แล้วกัน ยกนางทิฏฐมังคลิกาให้แก่นายมาตังคะไปซะเลย เศรษฐีกับภรรยาจะยอมไม่ยอมไม่เกี่ยว ยังไงซะคุณหนูทิฏฐมังคลิกาก็ต้องยอม ว่าแล้ว ก็พากันขึ้นไปบนปราสาทถอดเครื่องประดับทุกชิ้นออก ให้นุ่งผ้าเขียวเก่าๆ ใส่ต่างหูดีบุก มอบกระเช้าใบตาลให้(ใส่เครื่องแบบประจำวรรณะให้เสร็จสรรพ ไม่มีกระดิ่งแฮะ) จับแขนไปส่งให้นายมาตังคะ ชุมชนชาวบ้านที่นี่ไม่เอาแล้ว หญิงผู้นี้ พร้อมใจกันยกให้ (ถึงจะเป็นคนจัณฑาลก็มีอำนาจนะ ให้มันรู้ซะบ้าง)

นางทิฏฐมังคลิกา(ว่าที่ภรรยา)กล่าวกับนายมาตังคะ(ว่าที่สามี)ด้วยความนอบน้อม “ข้าแต่เจ้านาย เชิญท่านลุกขึ้นเถิด เรายอมไปเรือนของท่านแล้ว”   นายมาตังคะตั้งใจจะละมานะของนางทิฏฐมังคลิกาจึงกล่าวว่า “นางผู้เจริญเราถูกบริวารชนของเจ้าโบยตีเสียยับเยินจนทุพพลภาพ เจ้าจงยกเราขึ้นหลังแล้วพาไปเถิด” นางทิฏฐมังคลิกาเป็นผู้ไม่เคยที่แม้แต่จะยกของที่เบาๆอย่างก้านบัว ก็ยังเชื่อฟังแต่โดยดี ทำตามที่นายมาตังคะบอก เดินไปทางประตูด้านทิศตะวันออกแล้วก็ถามว่า “ออกประตูนี้ใช่ไหม?” นายมาตังคะตอบว่า “ไม่ใช่” นางทิฏฐมังคลิกาจึงแบกนายมาตังคะต่อไปอีก จนถึงประตูเมืองด้านตะวันตก นายมาตังคะจึงบอกว่า “ออกไปทางด้านนี้”  ในที่สุดก็พากันออกจากพระนครไปสู่กระท่อมมุงหนังของนายมาตังคะ

ตลอด 7-8วันที่อยู่ด้วยกันในกระท่อมมุงหนัง พระโพธิสัตว์มาตังคะก็มิได้ล่วงเกินนางทิฏฐมังคลิกาให้ผิดประเพณีแห่งเผ่าพันธุ์วรรณะแต่อย่างใดเลย ระหว่างนั้นก็คิดว่า เราจักกระทำอย่างไรให้นางได้เกียรติได้ยศได้บริวารกลับคืนได้หนอ  เมื่อเห็นว่า หากท่านยังอยู่เป็นคฤหัสถ์เช่นนี้ คงไม่สามารถทำให้นางทิฏฐมังคลิกาได้เกียรติได้ยศได้บริวารได้เลย จึงออกบวช แล้วก็เข้าไปสู่ป่าบรรพชาเพศเป็นสมณะ มิได้ประมาทมัวเมา บำเพ็ญสมาบัติ 8 และอภิญญา 5 ให้เกิดขึ้น ในวันที่ 7 คิดว่า บัดนี้เราจักสามารถเป็นที่พึ่งแก่นางทิฏฐมังคลิกาได้แล้ว

จึงกลับมาบอกให้นางทิฏฐมังคลิกาป่าวประกาศตามแผนที่วางไว้ นางรับคำ แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี ดิฉันสามารถประกาศได้”  พระโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า  “คราวนี้ถ้ามีผู้ถามว่า  สามีของเธอไปไหน?” ก็จงตอบว่า  “ไปพรหมโลก” เมื่อเขาถามว่าเมื่อไรจักมา จงบอกเขาว่า  “นับแต่วันนี้ไปอีก 7วัน ท้าวมหาพรหมผู้เป็นสามีของเราจักเหาะลงมาจากวงพระจันทร์ในวันเพ็ญ” เมื่อบอกกล่าวกันแล้ว พระโพธิสัตว์มาตังคะก็เหาะกลับไปสู่หิมวันตประเทศทันที ฝ่ายนางทิฏฐมังคลิกาก็เที่ยวไปยืนประกาศข้อความตามที่พระโพธิสัตว์ได้สั่งไว้

เด็กๆจัณฑาล ยิ้มร่ารับกล้อง

ความเชื่อของคนมันเปลี่ยนได้เสมอ นางทิฏฐมังคลิกาในเวลานี้ ต่างกันเหลือเกิน จากที่ได้เห็นนายมาตังคะครั้งแรก ในวันนั้น นายมาตังคะมีกิจที่จะเข้าไปในเมือง เขานุ่งผ้าเก่าสีเขียวมือข้างหนึ่งถือกระเช้า อีกข้างหนึ่งถือกระดิ่ง สั่นร้องบอกคนที่ผ่านไปมาให้รู้ว่า เขาเป็นคนจัณฑาลด้วยความนอบน้อมเจียมตน(เป็นธรรมฝ่ายกุศล) ในวันเดียวกัน นางทิฎฐมังคลิกา ตั้งใจจะลงเล่นน้ำในแม่น้ำคงคา ได้สั่งให้จัดตกแต่งท่าน้ำ และบรรทุกของเคี้ยวของกินเป็นอันมากเต็มเล่มเกวียน เอาของหอมและดอกไม้ไปด้วย แล้วขึ้นยานอย่างมิดชิด มีหมู่ญาติแวดล้อมออกจากปราสาทไป พอได้ยินเสียงกระดิ่ง จึงมองทางช่องม่าน เห็นนายมาตังคะก็รังเกียจจนตัวสั่น นั่นยังไม่พอ ว่าแล้วก็ถ่มถุยสุดชีวิต เพราะเอ่ยชื่อนายมาตังคะคนจัณฑาลนี้ จากนั้นก็เรียกหญิงรับใช้ให้เอาน้ำมาเพื่อบ้วนปาก แล้วล้างตาด้วยน้ำหอม 

โชคดีจริงๆเลย น้ำไม่เน่า เพราะว่าชาดกไม่ใช่ละคร มันจึงไม่มีพระเอกนางเอกและการชิงรักหักสวาท เอ…หรือว่ามี(บางเรื่อง) หากจะมีอะไรไม่ดีบ้าง ก็คงเป็นเรื่องความเชื่ออย่างสุดโต่งในระบบวรรณะของสังคมสมัยนั้น ที่บวกเข้ากับมานะความถือตัวตามระบบชนชั้นเข้าให้ด้วย จึงแสดงออกมาอย่างเต็มรูปแบบ รังเกียจก็แสดงให้รู้ว่า รังเกียจและขยะแขยงขนาดไหน เมื่อนางทิฏฐมังคลิกาให้กลับรถไปปราสาทไม่ลงเล่นน้ำแล้ว ของเคี้ยวของกินเป็นอันมากเต็มเล่มเกวียนที่บรรทุกมาจึงถูกนำกลับไปด้วย คนจำนวนมากที่ออกไปกับธิดาของท่านเศรษฐี จึงโกรธบริภาษด่าว่านายมาตังคะที่ทำให้ทุกคนอดกันหมด ไม่ได้ลาภ ไม่ได้ลิ้มสุราและกับแกล้มของฟรี ที่เราไม่ต้องไปซื้อหามาเอง ว่าแล้ว ก็พากันมีอารมณ์อยากจะร่วมกันสร้างความทุกข์ให้สาสม รุมทำร้ายนายมาตังคะถึงที่อยู่ จนกระทั่งเข้าใจว่านายมาตังคะซี้แหง๋ม่องเท่งแน่แล้ว ก็ช่วยกันจับลากไปทิ้งไว้ที่กองขยะ เมื่อนายมาตังคะรู้ตัวฟื้นขึ้นมาจึงคิดหาเหตุว่า นี่มันเรื่องอะไรกัน เกิดจากอะไรหนอเรา? จึงรู้ว่า ทั้งหมดเป็นเพราะนางทิฏฐมังคลิกานั่นเอง พวกคนเหล่านั้นจึงโบยตีทำร้ายเราผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่โดยไม่มีความผิด ทว่า นางทิฏฐมังคลิกาเป็นลูกสาวเศรษฐีมีวรรณะสูงกว่า ทำอย่างไรจึงจะละมานะของนางทิฎฐมังคลิกาลงได้หนอ? แล้วจึงตั้งจิตอธิษฐานว่า จะไปนอนที่ลานบ้านของเศรษฐีผู้เป็นบิดาของนางผู้นี้ เพื่อขอนางทิฏฐมังคลิกามาเป็นภรรยาซะเลย 

นางทิฏฐมังคลิกาผู้นี้ เป็นธิดาของเศรษฐีร่ำรวยมีทรัพย์ถึง 80โกฏิ ในสมัยพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ  ณ  พระนครพาราณสี นางเป็นหญิงงามที่มีความสะสวยน่ารักน่าชม เรียกว่ารูปสวยรวยทรัพย์ กิริยามารยาทเรียบร้อย แต่ไม่ว่าจะมีชายใดมาสู่ขอ นางก็ไม่เห็นใครคู่ควรกับตนเลยสักคนเดียว มีข้อตำหนิไปซะหมด ไม่ว่าเรื่องชาติกำเนิด เรื่องรูปร่าง กระทั่งเรื่องมือเรื่องเท้า เป็นต้น ฝ่ายมหาบุรุษเรานั้นเป็นผู้มีปัญญา แม้กำเนิดตระกูลคนจัณฑาล อาศัยในกระท่อมหนังนอกพระนคร ผู้คนก็ยังเรียกท่านว่า มาตังคบัณฑิต  และด้วยเหตุที่ผู้คนในสมัยนั้น มีความเชื่อฝังหัวอย่างผิดๆว่า


  เมื่อคนจัณฑาลโกรธ นอนตายใกล้ประตูห้องของใคร คนที่อยู่ในห้องนั้นทั้งหมดต้องเป็นจัณฑาล
  เมื่อคนจัณฑาลตายกลางเรือน คนในเรือนนั้นทั้งหมดต้องเป็นจัณฑาล
  เมื่อคนจัณฑาลตายที่ประตูเรือน คนที่อยู่ในเรือนสองข้างนั้นต้องเป็นจัณฑาล
  เมื่อคนจัณฑาลตายในลานบ้าน คนที่อยู่ในเรือนทั้ง 14หลัง ข้างโน้น 7 หลัง ข้างนี้ 7 หลัง ต้องตกเป็นจัณฑาล

มาตังคบัณฑิตจึงใช้ความเห็นผิดดังกล่าว เพื่อละมานะของนางทิฏฐมังคลิกาลงได้ และทำให้นางทิฏฐมังคลิกาได้เกียรติได้ยศได้บริวารกลับคืนยิ่งกว่าแต่ก่อน ในวันเพ็ญ 15 ค่ำนั้น มหาชนต่างพากันบูชาอยู่ด้วยเครื่องสักการะมีของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้น บรรดาประชาชนที่นับถือพระพรหมจึงประชุมกัน พากันไปยังเรือนของนางทิฏฐมังคลิกาช่วยกันตกแต่งบ้านเรือนอย่างนี้จนเสร็จแล้ว พระโพธิสัตว์จึงเลื่อนลอยลงมาแล้วเข้าไปภายใน นั่งบนที่นอน เวลานั้นนางทิฏฐมังคลิกากำลังจะมีรอบเดือน พระโพธิสัตว์มาตังคะจึงเอาหัวแม่มือขวาลูบคลำท้องของนางทิฏฐมังคลิกา นางก็ตั้งครรภ์ทันที  แล้วบอกว่า  “น้องนางผู้เจริญเจ้าตั้งครรภ์และจักคลอดบุตรเป็นชาย ทั้งตัวเจ้าและบุตรจักเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยลาภยศอันเลิศล้ำ  น้ำสำหรับล้างเท้าของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษกสรงของพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น  สำหรับน้ำอาบของเจ้า จักเป็นโอสถ(ยา)อมตะ ชนเหล่าใดนำน้ำอาบของเจ้าไปรดศีรษะ ชนเหล่านั้นจักหายจากโรคทุกๆอย่าง ทั้งปราศจากเสนียดจัญไร กาลกรรณี อนึ่ง ผู้คนที่วางศีรษะลงบนหลังเท้าของเจ้า กราบไหว้ จักต้องให้ทรัพย์พันหนึ่งกหาปณะ ผู้ที่ยืนไหว้ในระยะทางที่ฟังเสียงได้ยิน  จักให้ทรัพย์แก่เจ้าหนึ่งร้อย  ผู้ทียืนไหว้ในชั่วคลองจักษุ จักให้ทรัพย์หนึ่งกหาปณะ  เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด”

ครั้นให้โอวาทนางแล้ว จึงออกจากเรือน เหาะลอยเข้าไปสู่วงพระจันทร์ให้มหาชนมองเห็น ประชาชนที่นับถือพระพรหมต่างยืนประชุมกันอยู่จนถึงเช้า จึงเชิญนางทิฏฐมังคลิกาขึ้นสู่วอทอง  แล้วยกขึ้นด้วยเศียรเกล้าพาเข้าไปสู่พระนคร มหาชนต่างพากันหลั่งไหลเข้าไปหา เชื่อกันว่านางเป็นภรรยาของท้าวมหาพรหม แล้วเรียกนางว่า “พรหมปชาบดี” บูชาด้วยเครื่องสักการะ มีของหอมระเบียบดอกไม้เป็นต้น คนทั้งหลายผู้ได้ซบศีรษะบนหลังเท้ากราบไหว้ ผู้ที่ยืนไหว้อยู่ในระยะที่ได้ยินเสียง ยืนไหว้ในบริเวณที่มองเห็น  ต่างก็ให้ทรัพย์เป็นอันมาก ดังที่พระโพธิสัตว์ได้กล่าวบอกไว้

ประชาชนทั้งหลายพานางทิฏฐมังคลิกาเที่ยวไปรอบพระนครพาราณสี มีอาณาเขต 12โยชน์ ได้ทรัพย์นับได้ทั้งสิ้น  18 โกฏิ  จึงนำเอาทรัพย์นั้น มาสร้างมหามณฑปใหญ่ท่ามกลางพระนคร แวดวงด้วยม่าน ปูลาดที่นอนใหญ่ไว้  แล้วเชิญนางทิฏฐมังคลิกาให้อยู่อาศัยในมณฑปนั้น ก่อสร้างปราสาท 7 ชั้น มีประตูซุ้มถึง 7 แห่ง ไว้ ณ ที่ใกล้มหามณฑปนั้น  นางทิฎฐมังคลิกาก็คลอดบุตรในมณฑปนั่นเอง ต่อมาในวันที่จะตั้งชื่อกุมาร พราหมณ์ทั้งหลายจึงมาประชุมกัน ขนานนามกุมารว่า  “มัณฑัพยกุมาร”

ชาดกเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า เชื่อมาตังคะเถอะน่า (ได้ตังค์แน่) ที่ร้ายๆจะกลับเป็นดี ก็นางทิฏฐมังคลิกานั่นไง” แต่ขออย่างเดียว อย่าได้ลืมคำกล่าวทิ้งท้ายของพระโพธิสัตว์มาตังคะ  เตือนสตินางทิฏฐมังคลิกาว่า “เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด”

เรื่องของนายมาตังคะ เล่าโดยอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์

เรียบเรียงถอดความจากชาดกและเขียนโดย พระหาวนอน ศิษย์หลวงปู่หมอน

จัณฑาล หมายถึง ลูกคนต่างวรรณะ ภรรยาวรรณะพราหมณ์ สามีวรรณะศูทร จะมีลูกเป็นวรรณะจัณฑาล กลุ่มนี้จะถูกเหยียดหยามจากสังคม แตะต้องไม่ได้(The Untouchable)แม้แต่เงา หลวงจีนฟาเหียน ซึ่งเดินทางไปสืบศาสนาในประเทศอินเดีย ระหว่างปี พ.ศ.948 – 954  ได้เขียนเรื่องราวของจัณฑาลไว้ว่า เมื่อพวกจัณฑาลเวลาจะผ่านเข้าประตูเมือง หรือจะไปยังตลาดต้องตีเกราะเคาะไม้ เป็นสัญญาณให้ผู้อื่นรู้ว่า เขากำลังมาผู้คนจะได้หลีกเลี่ยงไม่ไปแตะต้องถูกเนื้อตัวเข้า ที่มา http://www.baanjomyut.com/library/knowledge_of_encyclopedias/097.html

1 กหาปณะ มีอัตราเทียบเท่ากับ 20 มาสก หรือ 1 ตำลึง หรือ 4 บาทในสมัยพุทธกาล

1 โกฏิ เท่ากับ 10 ล้าน 18 โกฏิ ก็เท่ากับ 180 ล้าน

ภาพบนสุด มาจากเวป http://www.theautomaticearth.com/Finance/the-untouchables-of-the-21st-century.html

ภาพที่ 2 มาจากเวป http://archive.marcusperkins.com/page1

ภาพล่างสุด มาจากเวป http://www.relevantmagazine.com/reject-apathy/poverty/features/19429-reaching-out-to-the-untouchable

ฟังชาดก เรื่องของนายมาตังคะ โดยอาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์
ที่มีให้ดาวน์โหลดฟังได้จากลิงค์นี้ http://www.dhammahome.com/front/audio/show.php?id=4475

อ่านเต็มเรื่อง จากเวปใบไม้นอกกำมือ http://group.wunjun.com/leavesofeden/topic/136843-3325

อ่านต่อเฉพาะรุ่นลูก “มัณฑัพยกุมาร” ลิงค์เวปพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=27&A=7993&Z=8064&pagebreak=0

อ่านได้เต็มเรื่อง (อันนี้สามารถกดอ่านไปทีละหน้าก่อนหลังได้ อ่านยากหน่อย) http://tipitaka.dhammahome.com/tipitaka/tipitaka.php?link=61p8&display=2

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s