คำขออภัย จดหมาย จากผู้ก่อการร้าย (OPERABLOG)

Blumenfeld the khatibs

ลอร่ากับครอบครัวโอมาร์ คาทีบ ในเดือนมีนาคม ปีพ.ศ.๒๕๔๕

มือปืนไม่อยู่บ้าน ” เข้ามาข้างในสิ “ แม่ของมือปืนพูด

” เธอจะเอาน้ำส้มใส่โซดาสักแก้วไหม? “ เสียงเคาะประตูของฉันคงไปปลุกเธอตื่น
เธอใส่รองเท้าแตะและสวมเสื้อคลุมอาบน้ำลายสีชมพู สมาชิกครอบครัวมีทั้งเยาว์วัยและสูงวัยอยู่กันพร้อมหน้าในห้องนั่งเล่น ข้างในบ้าน
” นั่นเขาล่ะ “ ผู้หญิงพูดและชี้ไปที่รูปภาพของมือปืนเหนือศีรษะหลานๆของเธอ
” เขาพยายามฆ่าใครบางคน “ เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
” ใครหรือ? “ ฉันถาม
” พวกยิว “ เด็กชายอายุราวๆ ๑๒ปีพูดตอบมา
เขายิ้มอายๆและบอกอีกว่า ” ผมไม่รู้จักใครที่เป็น…สายลับมอสสาด “
” ผมไม่แน่ใจว่าเขาเป็นพวกสายลับมอสสาด “ ผู้ชายพูดแล้ว แนะนำตัวเองว่าชื่อซาเอ็ดเป็นพี่ชายของมือปืน
” เขาเป็นคนจากที่อื่น..ผู้นำจากนิวยอร์ก เราได้ยินว่าเขากำลังทำการต่อต้านชาวปาเลสไตน์ มีเหตุผลอย่างอื่นไหมที่พวกนั้นยิงเขา? “
” ทำไมเขายิงแค่เพียงนัดเดียวล่ะ? “ ฉันถาม
” มันเกิดขึ้นในตลาดซิ้อขายสินค้า “ ซาเอ็ดพูด
” หลังจากยิงเสร็จ เขาโยนปืนขึ้นไปในอากาศ แล้วมันก็ตกลงไปบนพื้น “ แม่ของเขาพูด เธอเริ่มหัวเราะหึๆแล้วคนอื่นๆก็เลยหัวเราะตาม

การโจมตีรุกคืบเข้ามาในช่วงก่อนฤดูใบไม้ผลิปี พ.ศ.๒๕๒๙ เยรูซาเล็มตอนนั้นเงียบสงบ ผู้คนสามารถเดินผ่านเมืองเก่าโดยไม่มีอะไรต้องกลัว ในเดือนมีนาคม ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไป เมื่อผู้ก่อการร้ายชาวปาเลสไตน์ยิงนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน, อังกฤษ, เยอรมันบาดเจ็บสาหัส โดยที่เป้าหมายของพวกเขาเป็นชาวอเมริกันคนหนึ่ง ชายคนนั้นถูกยิงตอนออกไปเดินเล่นในตลาดผ่านย่านชุมชนชาวอาหรับในช่วงสั้นๆหลังพระอาทิตย์ตก มือปืนเล็งจากที่สูงกว่าเล็กน้อยและกระสุนถากผ่านหนังศีรษะของเขาไป

๑๒ปีต่อมาฉันกับสามีมาฮันนีมูนที่อิสราเอล ในขณะที่เขาใช้เวลาบางส่วนทำงานด้านกฎหมาย ส่วนฉันลาออกจากงานที่วอชิงตันโพสต์เพื่อมาทำวิจัยหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับวัฒนธรรมการแก้แค้น เรื่องความกระหายใคร่อยากแก้แค้นซึ่งสร้างความวุ่นวายอย่างมากในตะวันออกกลางและตลอดทั่วโลก งานวิจัยพาฉันไปยังอัลเบเนีย,ซิซีลี่, อิหร่านและประเทศอื่นๆ ในระหว่างการเดินทางฉันได้สืบหาเรื่องราวของมือปืนที่ยิงชาวอเมริกันในตลาด จากบันทึกในสำนักงานทนายความประจำตำบลในกรุงเยรูซาเล็ม ทำให้รู้ว่าชาวปาเลสไตน์หลายคนเป็นกลุ่มย่อยโปรซีเรียที่แยกตัวออกมาจากองค์กรปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์ ได้ถูกตัดสินว่ากระทำผิดสำหรับเหตุการณ์ยิงชาวต่างประเทศในปี พ.ศ.๒๕๒๙ ผู้ชายที่ยิงชาวอเมริกันชื่อโอมาร์ คาทีบ เข้ารับการพิจารณาคดีและตัดสินโดยศาลยุติธรรมของอิสราเอลให้ต้องโทษจำคุก ๒๕ปีในเรือนจำชิคมาเมืองเอชเคลอน

ครอบครัวคาทีบอาศัยอยู่ที่บ้านหลังท้ายสุดจากถนนสายแคบๆเป็นร่องล้อรถยาวไปจนถึงเหมืองหินปูนในเขตเวสต์แบงค์ ที่ๆมีขยะและอุปกรณ์เครื่องใช้ขึ้นสนิมกองเต็มภูเขา บ้านของพวกเขาอยู่ข้างหลังประตูสีแดง เป็นสิ่งก่อสร้างในจำนวนหลายๆหลังที่ดัดแปลงเอาซีเมนต์กับเสาคอนกรีตผสมกับก้อนขี้เถ้าอัดแท่งอย่างละครึ่ง ฉันใช้ภาษาอาราบิคระดับพื้นฐานเพื่อแนะนำตัวเองว่าเป็นนักข่าวชาวอเมริกัน
” ทำไมเขาทำอย่างนั้นล่ะ? “ ฉันถามชายร่างสูงผอมจนเห็นกระดูกที่สวมใส่เสื้อคลุมสีเทาพ่อของมือปืน
พ่อของเขาตอบสั้นๆว่า ” เขาทำตามหน้าที่ ”

” ชาวปาเลสไตน์ทุกคนต้องทำเช่นนั้น และนั่นก็เป็นสิ่งที่ยุติธรรมแล้ว “

พี่ชายอีกคนของมือปืนเข้ามาในห้อง แนะนำตัวเองว่าชื่ออิมาด หนวดและเคราคางแพะย้อมเป็นสีส้ม เขาสวมเสื้อเชิร์ตไหมสีแดงสลับดำ เขาบอกฉันว่าเขาเป็นสมาชิกอยู่ในพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายเพื่อปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์ เป็นพวกP.L.O.อย่างชนิดถึงรากถึงโคน ช่วงฤดูร้อนปี พ.ศ.๒๕๓๗หลังจากชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ลงนามในข้อตกลงเพื่อสันติภาพออสโล เขาจึงได้กลับไปที่ปาเลสไตน์หลังจากพลัดถิ่นฐานไปอยู่ในจอร์แดนอยู่ ๒๕ปี
” ใครบ้างล่ะจะทำสิ่งที่น้องชายผมทำในสถานการณ์เหล่านั้น “
เขาพูดว่า ” ถ้าลองมาเป็นชาวปาเลสไตน์สัก ๕นาที คุณจะได้รู้สึกอย่างที่เรารู้สึกกัน “
” แล้วที่เขาพยายามฆ่าล่ะ? ช่วยเล่าให้ฟังหน่อย “ ฉันถาม
” ไม่มีอะไรบาดหมางกันเป็นส่วนตัวเลย “ อิมาดตอบ ” มันเป็นการตีฆ้องร้องป่าว มันเป็นเหมือนกับการบอกกล่าวเล่าเรื่องให้สื่อสนใจ “
” ไม่มีใครสักคนจากครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายมาพยายามฆ่าคนในพวกคุณเลยหรือ? “ ฉันถาม
” น้องชายผมไม่เคยพบผู้ชายคนนั้นเลย “ อิมาดพูด ” ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัว ดังนั้นจึงไม่มีการแก้แค้น “

photos

แต่สำหรับฉันแล้ว การยิงกันถือเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะว่าผู้ชายคนที่น้องชายอิมาดพยายามฆ่าเป็นพ่อของฉัน

ในเดือนมีนาคมปี พ.ศ.๒๕๒๙ ในขณะที่ฉันยังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีที่ฮาร์วาร์ด พ่อของฉันเป็นผู้อำนวยการบริหารของThe New York Holocaust Memorial Commission เดินทางไปอิสราเอลเพื่อเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่างๆของประเทศนั้น เย็นวันหนึ่ง หลังจากไปเยี่ยมชมกำแพงตะวันตกในกรุงเยรูซาเล็ม หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์สถานที่สำคัญที่สุดทางศาสนา เขาถูกยิงโดยผู้ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่ในขณะกำลังเดินกลับไปโรงแรม เขาได้รับการรักษาบาดแผลที่ศีรษะที่โรงพยาบาลอิสราเอลลิ และภาพการยิงก็กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง

” พ่อเคยสงสัยบ้างไหมว่ามือปืนคนนั้นเป็นใครหรือหน้าตาเขาเป็นยังไง? “ ฉันถามพ่อในภายหลัง ” พ่อไม่เคยคิดถึงมันเลย “ เขาตอบ

แต่สำหรับฉันแล้วการลบเอาเหตุการณ์ร้ายๆออกไปจากจิตใจไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ฉันเข้าใจว่าผู้คนซึ่งพยายามทำการก่อการร้ายใส่ใจว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายน้อยกว่าการโจมตีเพื่อจุดมุ่งหมาย ทว่าฉันก็มุ่งมั่นที่จะทำให้มนุษย์อย่างพ่อของฉันเข้าไปอยู่ในความนึกคิดของมือปืนให้จงได้ และฉันต้องการให้เขาเห็นว่าเรื่องที่เขาทำลงไปเป็นสิ่งเลวร้าย ฉันเคยคิดว่าจะแนะนำตัวว่าเป็นลูกสาวของเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย แต่ก็ทิ้งความคิดนั้นไป เพราะว่าฉันไม่ต้องการให้เขาจดจำว่าฉัน ” เป็นยิวคนหนึ่ง ” หรือเป็นฝ่ายตรงข้าม เมื่อพิจารณาถึงความกระตือรือร้นของชาวปาเลสไตน์ที่อยากจะเผยแพร่ความคิดของพวกเขาไปสู่โลก การบอกเขาและครอบครัวของเขาว่าฉันเป็นนักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันคนหนึ่งที่สนใจอยากฟังเรื่องราวของเขา น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะให้โอกาสเขาได้รู้จักตัวตนของฉัน

หลายสัปดาห์หลังจากฉันได้พบครอบครัวของโอมาร์ ฉันกลับไปที่บ้านของพวกเขาเพื่อคืนภาพข่าวการยิงที่ตัดเก็บเอาไว้ ซึ่งพวกเขาเอาให้ฉันไปทำสำเนาเอกสาร แม่และอิมาดพี่ชายของโอมาร์ทักทายฉันและพาไปขึ้นไปห้องนอนชั้นบน เรานั่งบนเก้าอี้นวมยาวที่โอมาร์ใช้นอนก่อนที่เขาจะถูกจำคุก
” หัวของเขาอยู่ตรงนี้ ส่วนเท้าของเขาก็วางตรงนั้น “ แม่ของเขาพูด ขณะใช้นิ้วมือของเธอปัดฝุ่นออกจากเครื่องเรือน เธอนำกระเป๋าถือสีดำออกมาและเปิดดู ข้างในมีคู่มือการฝึกคาราเต้ ภาพถ่ายของโอมาร์ใส่ชุดศิลปป้องกันตัว ภาพถ่ายท่าเตะไม้ตาย และประกาศนียบัตรคาราเต้สายดำที่เขาชนะในปีพ.ศ.๒๕๒๒ รูปถ่ายแสดงภาพชายหนุ่มร่างผอมบางทำสีหน้าโกรธ มีสำเนาคัมภีร์กุรอานฉบับหนึ่ง มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ” ทฤษฎีว่าด้วยการปฏิวัติและการปลดปล่อยชาติ ” และสำเนาหนังสือเรื่อง ” มาตรการสำหรับมาตรการ “
” เขาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบทเลเฮ็มกำลังเรียนภาษาอังกฤษ “ อิมาดชี้ให้ดูภาพ
” และเรียนเรื่องธุรกิจด้วย “ แม่ของเขาพูด ” เขาได้รับ ๙๕คะแนนจากวิชาการสื่อสารในที่สาธารณะ “

ฉันได้ดูกระดาษแสดงผลคะแนน ใบเกิดของเขาที่โรงพยาบาล The Mount of Olives และประกาศนียบัตรในระดับมัธยมศึกษาอ่านได้ความว่า ” คณะผู้บริหารโรงเรียนรับรองว่านายโอมาร์ คาเมล ซาอิด อัล คาทีบ เป็นนักเรียนในปี พ.ศ.๒๕๒๓ – ๒๔ มีความประพฤติดีเยี่ยม ” ก่อนการกล่าวอำลา อิมาดอาสาที่จะส่งจดหมายจากฉันไปให้น้องชายของเขาในคุก เพราะอนุญาตเพียงพ่อแม่ญาติพี่น้องให้ติดต่อกับนักโทษเท่านั้น แต่อิมาดรับปากว่าจะส่งอะไรก็ได้ที่ฉันอยากจะเขียน

ในจดหมายฉบับแรกถึงโอมาร์ ฉันบรรยายไปว่าฉันเป็นนักหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกันกำลังเขียนหนังสือเล่มหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องในภูมิภาค และบอกว่าฉันสนใจอยากรู้เรื่องราวชีวิตเขาในเรือนจำอิสราเอลลิ ฉันขอให้เขาเล่าถึงงานอดิเรกของเขาและแผนงานในอนาคต ในบรรทัดสุดท้ายของจดหมาย ฉันเขียนไปว่า ” และในท้ายที่สุดนี้ ฉันก็อยากจะได้ยินเรื่องราวเหตุการณ์ซึ่งนำไปสู่การจับกุมตัวคุณ เกิดอะไรขึ้นบ้าง? เมื่อคุณหวนกลับไปคิดถึงมัน อะไร?เป็นความรู้สึกของคุณในตอนนั้น ทุกวันนี้คุณรู้สึกอย่างไรต่อเหตุการณ์นั้น? “

๖ สัปดาห์ต่อมา โอมาร์เขียนตอบกลับมาด้วยตัวหนังสือสีน้ำเงินอ่อนด้วยลายมือหวัดมากๆบนกระดาษทิชชู่ ๘แผ่น

 

ถึง ลอร่าที่รัก

ก่อนอื่นผมอยากจะขอบคุณสำหรับข้อความของคุณ ซึ่งผมอ่านด้วยความสนใจและใส่ใจ เรื่องนี้ไม่ได้เป็นความฝัน หากแต่เรื่องราวจริงซึ่งเรากำลังพยายามหาทางเริ่มต้นใหม่บนดินแดนผ่านการปฏิวัติเคลื่อนไหวอันยาวนานของเราตามครรลองของกฎแห่งความยุติธรรมและความเสมอภาคเท่าเทียมกันและสิทธิของผู้คนเพื่อที่จะปลดปล่อยดินแดนของพวกเขา สิทธิอันศักดิ์สิทธิ์นี้จะมั่นคงปลอดภัยเมื่ออยู่ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่เราเป็นลูกหลานของผู้คนเหล่านี้ และมีส่วนทั้งในอดีตและปัจจุบัน จึงเป็นภาระหน้าที่ๆเราจะต้องแบกรับเอาความยากลำบากในหนทางแห่งการปลดปล่อย มันจึงเป็นภาระกิจของเราที่ต้องปล่อยให้ปืนไรเฟิลทำงาน

ผมอยากจะให้คุณรู้ว่าทางเลือกของเราภายใต้การต่อสู้ทางทหารเป็นทางเลือกที่ชอบด้วยกฎหมายตั้งอยู่บนพื้นฐานของประวัติศาสตร์ ซึ่งเมื่อคำนึงถึงความจริงที่ว่าศัตรูเรากำลังเผชิญกับคนหนึ่งผู้ซึ่งอาศัยอุดมการณ์ของลัทธิไซออนนิสต์(ลัทธิการเคลื่อนไหวเพื่อที่จะให้มีการสถาปนาและขยายอาณาเขตของชนชาติยิวในอิสราเอล) ซึ่งเป็นพวกเหยียดเชื้อชาติโดยพื้นฐานและเป็นพวกหัวรุนแรงขวาจัดโดยเป้าหมายและวิธีการ มันคือศัตรูที่มากับอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างที่มีความสามารถสูงกว่าเขตปกครองมหาอำนาจแถบอื่น มันคือศัตรูที่สามารถเผชิญหน้าและพ่ายแพ้ให้แก่กองกำลังเท่านั้น

มีความแตกต่างอย่างมากมายระหว่าง “ความหวาดกลัว” กับความมุ่งมั่นแน่วแน่ในตัวเอง ระหว่างอาชญากรกับนักปฏิวัติ มันเป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับนักโทษอย่างเรา ที่จะยอมรับเอากระบวนการเพื่อสันติภาพซึ่งไม่ใช่คำตอบของปัญหาความขัดแย้งทั้งหมดที่เกิดขึ้นต่อชาวอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ เราจะพยายามต่อไปเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งที่กำลังดำเนินอยู่ข้างนอกกำแพงคุก

ด้วยความจริงใจ
โอมาร์ คาเมล อัล คาทีบ

 

อ่านจดหมายแล้วเหมือนกับเป็นคำพูดแถลงการณ์มากกว่าเป็นการพูดจากันระหว่างคนสองคน ฉันอยากจะรู้จักโอมาร์อย่างที่เขาเป็นจริงๆ ภายใต้อุดมการณ์ที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ในวันถัดมาฉันจึงเขียนถึงเขาอีกครั้งและสอบถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังอ่านอยู่ อะไรที่เขาอยากจะบอกฉันเกี่ยวกับประวัติครอบครัวของเขา และโดยเฉพาะอะไรที่กระตุ้นให้เขาเกิดความรู้สึกต่อต้านอิสราเอลอย่างรุนแรง
เขาตอบกลับในหนึ่งเดือนต่อมา

ผมหลงใหลวรรณกรรมอังกฤษและอ่านเรื่อยมาตั้งแต่ปีแรกของการจองจำ หมู่นี้ผมอุทิศเวลาของผมให้กับการอ่านหนังสือที่ว่าด้วยทฤษฎีและปรัชญา ผมอ่านงานเขียนของตอลสตอยและดอสโตเยฟสกี ผมจึงอยากจะแนะนำให้คุณอ่าน “Memoirs from the House of the Dead” ของดอสโตเยฟสกี มันจะช่วยงานที่คุณกำลังทำอยู่
ผมมีโอกาสอย่างมากที่จะได้รับการปล่อยตัวตอนนี้ เนื่องจากสุขภาพของผมแย่ลง ผมเป็นโรคหอบหืด ความป่วยไข้ทำให้ผมใกล้ความตายมากเข้าไปทุกที ผมอาศัยอยู่ในสภาพที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ในห้องขังขนาดเล็กหนาวเย็น ที่มีอากาศชื้นมากๆอยู่กับเพื่อนนักโทษรวมกัน ๑๐คน พวกเขาสูบบุหรี่ หุงอาหารและทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่าง ซึ่งทำให้ผมอยู่ลำบากมาก คุณนึกไม่ออกหรอกว่าการที่คุณกำลังพยายามขับไล่ลมหายใจที่คุณหายใจเข้าไป มันเป็นความรู้สึกอย่างไร

ผมไม่รู้ว่าพวกอิสราเอลคิดยังไงกับผมขณะที่ “มีเลือดอยู่บนมือ” แต่ผมรู้ว่าไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บผมไว้หลังจากใช้เวลาอยู่ในคุกมามากกว่า ๑๓ปี เวลาที่มี “เลือดอยู่ในมือ” เป็นช่วงเวลาเลวร้ายที่ผมไม่อยากจะได้ยิน มันเป็นช่วงเวลาแห่งการเหยียดเชื้อชาติที่เอื้อประโยชน์ต่อเป้าหมายทางการเมืองที่มีจุดประสงค์เพื่อบิดเบือนตัวตนของเราที่เป็นนักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เขาพูดต่อไปอีกว่าเขาคือ ” ผู้ถูกเลือก ” ให้เข้าร่วมกับกลุ่มกบฎอาบู มูซาแห่งองค์การปลดปล่อยชาวปาเลสไตน์ในปี พ.ศ.๒๕๒๘ กับคำสั่งให้ ” สร้างสถานการณ์ความไม่สงบ ” จุดประสงค์ของคำสั่งเพื่อยุติบทบาทการยึดครองปาเลสไตน์ของอิสราเอล

 ในตอนนั้นผมยังเด็กอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นแล้วผมได้พบว่าความรุนแรงไม่ได้เป็นบุคลิกนิสัยของผม บางทีนี่คงเป็นคำตอบต่อคำถามของคุณว่าทำไมผมถึงได้ยิงผู้ชายคนนั้นเพียงนัดเดียว ทั้งๆที่ปืนที่ผมพกมาบรรจุลูกกระสุนเต็มพิกัด เมื่ออิสราเอลได้กลายเป็นประเทศหนึ่งในปี พ.ศ.๒๔๙๑ โอมาร์พูดกับญาติพี่น้องทางฝ่ายแม่ให้โยกย้ายออกไปจากจาฟฟาและอพยพไปอยู่ในเลบานอน พ่อของโอมาร์เกิดในเวสท์แบงค์ แต่หลังแต่งงานกับแม่ เขาก็ไปอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม สถานที่ๆคู่สามีภรรยาช่วยกันเลี้ยงดูลูกๆของพวกเขา

เขาเล่าต่อไปว่า เมืองนี้มีอิทธิพลสำคัญต่อบุคลิกนิสัยของผมและประทับอยู่ในความคิดจิตใจของผมอย่างที่ไม่เคยลืมเลือน ผมได้รู้เห็นเหตุการณ์แข้งกร้าวของชาวอิสราเอลในสงครามหกวัน ตอนนั้นผมอายุ ๔ขวบ แต่ก็มากพอที่จะเข้าใจได้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น ผมจำตอนที่แม่ของผมซ่อนเรากับเพื่อนบ้านคนอื่นๆที่มาหลบภัยในห้องเล็กๆของเราได้ ความมืดและเสียงปืนทำให้เรากลัวกันมาก ๖วันกับประวัติศาสตร์เข้าร่วมกันเป็นประเทศใหม่ ประเทศแห่งการยึดครอง การเคลื่อนไหวไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นขึ้น และจบลงในช่วงปี พ.ศ.๒๕๐๓ – ๑๒(ทศวรรษ ’๖๐) พี่ชายของผมถูกจับส่งเข้าคุก ผมเห็นช่วงเวลาแห่งความเจ็บปวดที่ครอบครัวของผมต้องเผชิญเมื่อรับรู้ชะตากรรมของพี่ชาย ผมจำได้ว่าไปเยี่ยมเขาครั้งหรือสองครั้งด้วยกันกับแม่ แต่หลังจากนั้นเขาก็ถูกขับออกไปอยู่จอร์แดน ที่นั่นเขาถูกส่งเข้าเรือนจำอย่างไม่มีเหตุผลโดยอ้างว่าเดินทางข้ามเขตแดนอย่างผิดกฎหมาย

ในตอนนั้นเราเป็นแค่ครอบครัวจนๆ เราไม่มีเงินพอจะซื้ออาหารมากิน ผมไม่มีวันลืมความเหนื่อยยากและความเจ็บปวดจากการเดินทางเมื่อผมกับแม่ไปเยี่ยมพี่ชายของผม คุณรู้หรือเปล่าว่าเมื่อไหร่ที่ผมเห็นเขาอีกครั้ง?! มันอีก ๒๕ปีต่อมา ที่ตอนนี้ผมกลายเป็นนักโทษ และพี่ชายเป็นคนมาเยี่ยม หลังจากการลงนามในสนธิสัญญาออสโล เขาจึงมีโอกาสที่จะกลับมาแผ่นดินบ้านเกิด เขามาเยี่ยมผมที่เรือนจำแอชเคลอน มันเป็นการพบกันที่เศร้ามากๆ เมื่อเราทั้งคู่หยุดร้องไห้ ผมลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดที่ผมอยากจะพูด ยกเว้นว่ารู้สึกอยากจะสัมผัสและจูบเขา 

มันเป็นท่าทีถูกต้องในตัวเอง เป็นจดหมายส่วนตัวที่ตรงไปตรงมามากขึ้น ดังนั้นฉันจึงตอบกลับไปขอให้โอมาร์บรรยายความรู้สึกในขณะที่เขายิงผู้ชายในตลาด ฉันถามไปอีกว่าถ้าพวกคุณทั้งคู่มาเจอกันอีกครั้ง คุณอยากจะพูดอะไรกับชายคนนั้น ในจดหมาย ๒ฉบับถัดมาของเขา เขาเขียนเล่าแต่เรื่องความยากลำบากของชีวิตในเรือนจำและความรู้สึกพอใจที่ได้รับหลักสูตรการอบรมทางไปรษณีย์ของวิทยาลัย เขาเล่าว่าเขาได้เรียนภาษาฝรั่งเศสและฮีบบรู เขาได้เขียนหนังสือเรียนไวยากรณ์ชื่อ “The Practical Use of English Structure” ให้เพื่อนๆนักโทษของเขา เขากล่าวว่าเขามีมากกว่า ๖หลักสูตรที่ต้องทำให้เสร็จก่อนการรับปริญญา

ในจดหมายฉบับต่อมา ฉันถามโอมาร์อีกครั้งว่าทำไมเขาถึงยิงนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน โอมาร์เขียนกลับมาว่า ในเรื่องเดวิด บลูเมนเฟลด์ ผมหวังว่าเขาจะเข้าใจเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการกระทำของผม ถ้าผมเป็นเขาผมคงเข้าใจ ผมคิดมากทีเดียวเกี่ยวกับการพบเขาในวันหนึ่ง เราอยู่ในประเทศที่มีสงคราม ซึ่งปัจจุบันนี้เรากำลังจะเข้าไปสู่ขั้นตอนใหม่ของการไกล่เกลี่ยกันครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่มีความเกลียดและความชิงชังภายใต้ยุคใหม่และบรรยากาศใหม่ เขาคงยินดีที่จะมาเป็นแขกของผมในเยรูซาเล็ม
จดหมายบอกเป็นนัยว่าโอมาร์รู้สึกเสียใจและสำนึกผิด แม้ว่าตอนแรกๆจะอ้างว่าพ่อของฉันเป็น “ บุคคลที่ถูกหมายหัวทางทหาร ” จะทำให้ฉันหน้านิ่วคิ้วขมวด

กระนั้นคำบอกเล่าสำคัญของโอมาร์เกี่ยวกับ “ การไกล่เกลี่ยกันครั้งประวัติศาสตร์ ” ทำให้ฉันรู้สึกประหลาดใจที่เราทั้งคู่เข้าไปอยู่ในเกมการเมืองที่มีรายละเอียดซับซ้อนอันมีผู้บงการอยู่เบื้องหลังซึ่งแต่ละฝ่ายมีเป้าหมายต่างกัน เพื่อให้โฮมาร์รู้สึกสบายใจขึ้นกับเรื่องเดวิด บลูเมนเฟลด์ ฉันจึงตอบไปว่าฉันเคยติดต่อกับเดวิด และรู้ว่าปู่ย่าตายายของเขาตายไปในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และนั่นคือเหตุให้เขามาอิสราเอลเพื่อเก็บรวบรวมข้อเท็จจริงข้อมูลสำหรับการสร้างเป็นพิพิธภัณฑ์รำลึกเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นิวยอร์ก ฉันบอกเขาไปว่า เดวิดไม่ได้รู้สึกเกลียดชังคนปาเลสไตน์ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ แต่เขากลับเป็นห่วงว่าโอมาร์จำต้องใช้ความรุนแรงทำอันตรายต่อผู้อื่นอีก ไม่ว่าคนนั้นจะบริสุทธิ์หรือไม่ก็ตาม ในจดหมายฉบับต่อมาโอมาร์เริ่มเล่าเรื่องการเข้ารับการตรวจโรคหอบหืดอย่างมีความหวังว่าด้วยเหตุผลทางการแพทย์จะทำให้ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ

เมื่อรถบรรทุกหยุดจอดหน้าโรงพยาบาลรามัลลา มันเป็นเหมือนกับว่าผมได้กลายเป็นมนุษย์ต่างดาวจากโลกอื่น ยามรักษาการณ์แต่ละคนอยู่ในบริเวณรอบๆยานพาหนะของผม ปืนเตรียมพร้อมใช้งาน ประตูถูกเปิดออก ผมเห็นผู้คนทั้งหมดรายรอบตัวมองดูผมราวกับคนแปลกหน้า ผมก้าวสัมผัสพื้นดินช้าๆ เพราะว่ามือกับขาของผมถูกมัดอยู่ ผมหายใจลึกๆและมองดูท้องฟ้า แล้วเกิดความรู้สึกอยากจะบิน ผู้คนเหล่านั้นมองดูผมด้วยความสงสารและประหลาดใจกับอาการอ่อนแอของผม พวกเขาพาผมขึ้นลิฟท์ไปยังชั้นที่เป็นพื้นที่ตรวจโรคทั่วไป เราคอยอยู่จนกระทั่งเด็กสาวแสนสวยชาวโมร็อคโคพาเราไปเข้าไปห้องตรวจโรค ผมแนะนำตัวเองต่อเธอและพูดกับเธอนิดหน่อยเกี่ยวกับเรือนจำ ในขณะที่เธอทำการตรวจอยู่ ๓ครั้ง เธอตกใจที่เห็นผลการตรวจไม่ดีเลย

ในจดหมายฉบับต่อมา เขาเขียนว่า

กลับมาที่เรื่องเดวิด ผมชื่นชอบการพูดคุยของเขาต่อคุณ และผมก็ชื่นชมที่เขาเข้าใจ และพยายามช่วยเหลือผู้คนของผม ถ้าความรู้สึกเหล่านี้เป็นความรู้สึกจริงๆจากก้นบึ้งในจิตใจของเขา นี้อาจจะช่วยสานมิตรภาพของเราได้มากทีเดียว แน่นอนว่า คำตอบของผมต่อคำถามของเขาคือ ไม่(สำหรับเรื่องการกระทำความรุนแรงอีกครั้ง)

๒ – ๓สัปดาห์ต่อมา ฉันรู้ว่าคณะกรรมการพิจารณาการพ้นโทษก่อนกำหนดปฏิเสธคำร้องขอการปล่อยตัวของโอมาร์ ๒เดือนต่อมา คำร้องของเขาถูกนำมาพิจารณาอีกครั้งโดยอุทธรณ์ไปยังศาลสูง ฉันขอร้องให้อิมาดพาฉันเข้าไปร่วมรับฟัง ซึ่งเขาก็ตกลง ห้องพิจารณาคดีเนืองแน่นเต็มไปด้วยจำเลยและครอบครัวของเขา ชาวอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์นั่งด้วยกันบนม้านั่ง แม่ของโอมาร์และพี่ชายของเขาอิมาดก็อยู่ที่นั่น ญาติพี่น้องคนอื่นๆ ๙ คนนั่งเรียงตามกันไป ฉันนั่งตรงหน้าพวกเขา ผู้พิพากษา ๓คนนำคำร้องเข้ามาในห้อง และในที่สุดโอมาร์ก็มาถึง ถึงแม้ว่าเขาถูกล่ามโซ่ที่ข้อเท้า แต่เขาเข้ามาราวกับผู้ชนะ เขาทักทายนักโทษคนอื่นๆต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จับมือและตบหลังพวกเขา ถึงกระนั้นแล้วผลจากการถูกจองจำก็ยังมีให้เห็นอยู่ อย่างเช่นผิวหน้าของเขาตึงมากจนโหนกแก้มเห็นเงารูปโครงกระดูกอยู่ใต้ตาของเขา มีอาการบวมรอบๆปากที่เห็นไม่ค่อยชัดนัก แม่ของเขารีบเข้าไปหาและจูบเขา อิมาดขยี้ผมของเขาอย่างเอ็นดู แล้วอิมาดก็ชี้มาที่ฉัน “ ลอร่าอยู่ที่นี่นะ ” เขาพูด
“ ลอร่า! ” โอมาร์พูดขึ้นแล้วยิ้ม “ ผมหวังว่าจะได้พบคุณในวันหนึ่ง แต่ไม่ได้คิดว่าจะเป็นที่นี่ ” ฉันไม่ได้ยื่นมือให้เขาจับเพียงแต่ยิ้มให้
“ ฉันแค่ต้องการรู้ว่าคุณเสียใจ ” ฉันพูด
“ ผมจะเขียนจดหมายยาวสักฉบับหนึ่งถึงเดวิด ” เขาพูด
“ ไม่ ฉันต้องการรู้เดี๋ยวนี้ ” ฉันพูด ในชั่วขณะหนึ่งตาของเราประสานกัน แล้วเจ้าหน้าที่ศาลก็มาพาเขาไป

หลายชั่วโมงผ่านไปก่อนที่ทนายความผู้หญิงชาวอิสราเอลที่ดูกระฉับกระเฉงของโอมาร์ แสดงคดีนี้ต่อศาล พวกเขารับฟังข้อมูลโรคหอบหืดของโอมาร์ และขอให้ศาลมีคำสั่งให้คำร้องถูกส่งกลับไปที่คณะกรรมการพิจารณาให้พ้นโทษก่อนกำหนดเนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์ที่เพิ่มเติมมา ขณะที่โอมาร์และครอบครัวของเขาลุกขึ้นออกไป ฉันรู้ว่านี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะเผชิญหน้าเขา ฉันลุกขึ้นยืนและพูดว่า “ ฉันเป็นลูกสาวของเดวิด บลูเมนเฟลด์ ” ชั่วครู่หนึ่งโอมาร์และครอบครัวจ้องมองฉัน แล้วแม่ของโอมาร์, อิมาด, ญาติคนอื่นๆหลายคนเริ่มต้นร้องไห้ ฉันพยายามอธิบายว่าทำไมฉันถึงปิดบังตัวตนของฉันเป็นเวลายาวนาน “ ฉันมีเหตุผลอยู่นะ ” ฉันพูด “ ความขัดแย้งนี้เป็นเรื่องระหว่างความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เป็นเรื่องระหว่างความเชื่อทางศาสนาของชาวอาหรับกับชาวยิว และเราก็เป็นคน ที่ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร เราเป็นคนที่อยู่กันเป็นครอบครัว” ฉันหันไปหาโอมาร์ แล้วพูดว่า “ คุณสัญญากับฉันแล้วนะว่าคุณจะไม่ไปทำร้ายใครอีก ” เขามีท่าทางประหลาดใจ เขามองฉันแต่ไม่พูดอะไรเลย และถูกนำตัวออกไป ครอบครัวของเขารีบตรงเข้ามาหาเพื่อกอดฉัน

๒ – ๓สัปดาห์ต่อมา ฉันได้รับจดหมายอีกฉบับหนึ่งจากโอมาร์

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากวันสืบพยาน สิ่งเดียวที่อยู่ในความรู้สึกนึกคิดของผมคือภาพที่คุณกำลังยืนขึ้นต่อหน้าศาล พร้อมกับเสียงพูดของคุณดังขึ้นมา
คุณทำให้ผมรู้สึกงงมากๆในครั้งนั้น ผมเป็นสาเหตุให้คุณและแม่ผู้ใจงามของคุณเจ็บปวด ผมเสียใจและขอได้โปรดเข้าใจ
แน่นอน ผมตกใจที่รู้ว่าคุณเป็นลูกสาวของเดวิด ผมนอนไม่หลับไปเกือบ ๒วันทีเดียว ผมอ่านจดหมายที่มีความหมายของคุณใหม่เพื่อพยายามทำความเข้าใจต่อเรื่องทั้งหมดอีกครั้ง

การมาอยู่ในอิสราเอลของฉันเกือบจะสิ้นสุดแล้ว ก่อนจะจากไปอเมริกา ฉันไปเยี่ยมครอบครัวของโอมาร์ เป็นครั้งสุดท้าย บ้านเต็มไปด้วยผู้คน แม่ของโอมาร์เลี้ยงอำลาฉันด้วยอาหารจำพวกผัก, ขนมปัง, และเนยแข็ง ดนตรีภาษาอารบิคกำลังบรรเลงอยู่ในเครื่องเล่นเทป และผู้หญิงและเด็กหลายชวนฉันให้เต้นไปกับพวกเขา อิมาดยื่นของขวัญจากโอมาร์มาให้ฉัน สร้อยคอทองคำ ๒เส้น เส้นหนึ่งสำหรับฉันและอีกเส้นสำหรับพ่อของฉัน ที่สลักชื่อของโอมาร์เอาไว้ ฉันรู้สึกไม่มั่นใจในการแสดงออกอันอบอุ่นนี้ เพียงเวลาสั้นๆพักหนึ่งที่ผ่านมา ผู้คนเหมือนๆกันเหล่านี้ได้ปล่อยให้เกิดการพยายามฆ่าพ่อของฉัน ซึ่งพวกเขาก็อาจจะปล่อยให้การทำร้ายคนบริสุทธิ์ผู้เห็นเหตุการณ์เกิดขึ้นอีกระหว่างการต่อสู้กับชาวอิสราเอล ถ้าหากกระบวนการสันติภาพอันบอบบางล้มเหลวลง

๒ – ๓สัปดาห์หลังจากฉันกลับไปอเมริกา พ่อของฉันได้รับจดหมายจากโอมาร์ ซึ่งฉันอ่านอยู่หลายครั้งตั้งแต่นั้น ด้วยมีความหวังว่าความรู้สึกนี้จะเป็นจริง

 

ถึง เดวิดที่รัก

๑๓ปีผ่านมา ใช่ล่ะ มันคงสายไปแล้วที่จะมาถามคุณเรื่องอาการบาดเจ็บ แต่ผมอยากจะให้คุณรู้ว่า ผมสวดภาวนามากมายให้แก่คุณ ผมหวังว่าคุณจะสุขสบายดี ผมยอมรับว่ามีความรู้สึกดีๆเกี่ยวกับคุณตั้งแต่เริ่ม เป็นความรู้สึกที่ทำให้ผมหวังว่าจะได้พบคุณสักวันหนึ่ง มันจึงดูเหมือนว่าความรู้สึกดีๆอันนี้กำลังจะเป็นจริง ก่อนอื่นอยากจะแสดงความรู้สึกต่อคุณว่าผมเจ็บปวดและเสียใจอย่างมาก สำหรับสิ่งที่ผมเป็นต้นเหตุทำให้คุณได้รับบาดเจ็บ ผมรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับตัวคุณ คุณได้กลายเป็นเพื่อนสนิทอย่างยิ่งต่อคนของผม ผมหวังให้คุณเชื่อว่าเราทั้งคู่เป็นผู้เคราะห์ร้ายจากความขัดแย้งทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน ลอร่าเป็นกระจกสะท้อนให้ผมเห็นใบหน้าของคุณที่เป็นบุคคลที่มีค่าควรแก่การชื่นชมและยกย่อง ผมขออภัยที่ไม่เข้าใจสิ่งที่เธอบอกมาตั้งแต่แรก

หากพระเจ้าจะช่วยให้ผมได้รับการปล่อยตัว ผมหวังว่าคุณจะยอมรับคำเชิญให้มาเป็นแขกของผมในเมืองสันติภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่เยรูซาเล็ม

แปลมาจากบทความชื่อ The Apology Letters from a terrorist By Laura Blumenfeld (ลอร่า บลูเมนเฟลด์)

แปลโดย Iechyd Da(ญาเฮ ดา)
จากคอลัมน์ personal history ในนิตยสาร THE NEW YORKER
ฉบับประจำวันที่ ๔ เดือนมีนาคม ปี พ.ศ.๒๕๔๕

และเมื่อมีโอกาสได้อ่านหนังสือแปล “ข้ามฝั่งแค้น การเดินทางแห่งความหวัง”

จึงเขียนบทความนี้ ลืมแค้น แล้วกันไปเถอะ

อันนี้ the guardian วิจารณ์หนังสือ http://www.theguardian.com/books/2002/aug/24/biography.featuresreviews

ภาพบนสุด ลอร่าถ่ายภาพร่วมกับครอบครัวคาทีบ http://www.booknoise.net/revenge/

ภาพที่๒ ลอร่ากับพ่อทีฮาร์วาร์ด แม่ที่ทะเลทรายไซไน ปีพ.ศ.๒๕๔๑ และโอมาร์วันถูกจับ  ปีพ.ศ.๒๕๒๙ http://www.booknoise.net/revenge/characters/

ภาพสุดท้าย ลอร่า บลูเมนเฟลด์ http://www.harrywalker.com/speaker/Laura-Blumenfeld.cfm?Spea_ID=587

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s