จดหมายคืนความสุข (phaonen)

letter from friends

จดหมายเพื่อนจากอดีตเก็บไว้ในกล่อง ส่วนเพื่อนปัจจุบันติดอยู่ใน mobile phone กับ social network

คงจะเคยได้รับและรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมากบ้างน้อยบ้าง เวลาอ่านจดหมายของเพื่อนสนิท ญาติพี่น้อง คนรัก รวมทั้งใครอีกหลายคนที่ทำให้เราสุขใจ กระทั่งเขียนจดหมายตอบกลับยังเต็มไปด้วยความรู้สึกเบิกบานใจ ทั้งๆที่แรกเริ่มเดิมทีเราอาจเขียนจดหมายไม่เก่งเลย และไม่รู้ว่าจดหมายฉบับหนึ่งจะต้องเขียนอะไร?บ้างในนั้น เขียนอย่างไร? เมื่อความรู้สึกด้านบวกมากมายปรากฎขึ้นหลังเปิดอ่านจดหมายตอบกลับครั้งแล้ว ครั้งเล่า เมื่อนั้นเราจะเข้าใจมันได้เองว่า หากจะเขียนให้เป็นจดหมายแห่งความสุขไม่ว่าฉบับใดก็เขียนได้ไม่ยากเลย เพราะความรู้สึกดีๆที่เกิดขึ้นระหว่างอ่านจดหมายฉบับหนึ่งจะส่งทอดลงสู่ใจเรา ผู้อ่านขณะลงมือเขียนตอบจดหมายฉบับนั้นกลับไปด้วย

เมื่อย้อนระลึกนึกถึงวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อการสื่อสารอย่างสัมฤทธิ์ผล เราต้องรู้และเข้าใจสิ่งที่ต้องการจะสื่อออกไปก่อนอื่นใด รู้จักวิธีการสื่อความหมายผ่านตัวแทนสมมติ ที่เรียกกันว่า “ภาษา” ซึ่งแบ่งออกเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง เป็นต้น และแน่นอนว่า เราจะต้องมีประเด็นหรือใจความสำคัญในแต่ละหัวข้อเรื่อง ถ้าจะเขียนบันทึกข้อความเป็นลายลักษณ์อักษรก็คงต้องมีเค้าโครงของการจัดวาง ลำดับเนื้อหาก่อนหลังและรู้ว่าเนื้อความที่เราต้องการจะสื่อออกไปคืออะไร? และคงไม่ใช่แค่ว่ามีแต่เรื่องดีๆเท่านั้นที่สื่อให้รู้กันได้ ถ้าจะหาเรื่องทะเลาะยังต้องให้คู่กรณีรู้ด้วยเลยว่า อีกฝ่ายกำลังจะหาเรื่องแล้ว มันเป็นเรื่องอะไร? เป็นยังไง?

หลายปีก่อนเคยอ่านข้อเขียนธรรมะเรื่อง Love Letters (จดหมายรัก) ที่เขียนโดยท่านติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระชาวเวียดนามที่เคยเดินทางมาเยือนประเทศไทยเมื่อปีกลาย(ปีพ.. ๒๕๕๑)ที่ผ่านมา ถ้อยความในจดหมายรักช่วยเตือนใจเราทุกคน ไม่ว่าชีวิตคู่หรือชีวิตใคร ล้วนสามารถมีความสุขในชีวิตได้ต่อไปตราบนานเท่าที่เรายังคงรู้จักทบทวน พฤติกรรมและรู้เห็นความเปลี่ยนแปลงในอดีตที่เราเป็น เพื่อให้เรารู้ตัวเองและเข้าใจปัจจุบันที่เป็นอยู่ และLove Letters(จดหมายรัก)ก็คือพยานรักที่บันทึกอดีตของเหตุการณ์ผ่านวันเวลามาเนิ่น นานจนคู่รักต่างก็ลืมเลือนไปว่า ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างที่ควรจะเป็น มันเป็นเช่นไร?

recyclepostcard

ข้างหลังโปสการ์ดที่เพื่อนส่งมาให้ หวนกลับมาใช้ได้อีกนะ

 

ท่านติช นัท ฮันห์เล่าว่า 

มีหญิงสาวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเก็บรักษาจดหมายเก่าๆ ของสามีเอาไว้ ซึ่งตัวสามีได้เขียนจดหมายที่งดงามไว้หลายฉบับให้แก่เธอก่อนแต่งงานกัน ทุกๆ ครั้งที่ได้รับจดหมายจากเขา เธอรู้สึกดื่มด่ำในทุกประโยค ทุกๆ ถ้อยคำหวานไพเราะด้วยความรักความเข้าอกเข้าใจ เธอรู้สึกเบิกบานใจเสมอเมื่อได้รับจดหมาย ด้วยเหตุนี้เธอจึงเก็บจดหมายทุกฉบับของเขาเอาไว้ในกล่องขนม

เช้าวันหนึ่งในขณะที่กำลังจัดของในตู้ เธอจึงได้พบกล่องขนมใบเก่าคร่ำคร่า ซึ่งภายในมีจดหมายของเขาเก็บอยู่ เป็นเวลาเนิ่นนานมากแล้วตั้งแต่ได้เห็นมันคราวก่อน กล่องเก็บจดหมายบอกเล่าถึงช่วงเวลาอันแสนวิเศษของสามีภรรยาซึ่งยังเป็นหนุ่มสาว และรักกันจนเชื่อว่าหากปราศจากใครไปคนหนึ่งแล้วชีวิตคงอยู่ต่อไปไม่ได้

แต่ในหลายปีที่ผ่านมา สามีภรรยาทั้งคู่กลับรู้สึกเป็นทุกข์อย่างมาก พวกเขาไม่รู้สึกยินดีที่จะมองกันและกันอีกต่อไป ไม่รู้สึกเพลิดเพลินต่อการคุยกันอีกแล้ว พวกเขาไม่ได้เขียนจดหมายถึงกันอีกเลย

วันก่อนที่เธอจะพบกล่องใส่จดหมาย สามีได้บอกให้เธอทราบว่าเขาจะต้องเดินทางไปทำธุรกิจต่อ เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจนักเวลาอยู่บ้าน บางทีเขาคงกำลังหาความสุขความพึงพอใจ เล็กๆ น้อยๆ จากการเดินทาง เธอได้เริ่มตระหนัก และเมื่อสามีบอกว่าเขาต้องไปประชุมที่นิวยอร์ก เธอจึงบอกกลับไปว่า “หากคุณมีงานต้องทำก็ขอให้ทำตามสบายเลย” เธอโตมากับคำพูดอย่างนี้ มันเป็นเรื่องปกติมาก

แล้วแทนที่การกลับบ้านจะเป็นไปตามแผน เขาโทรศัพท์มาบอกว่า “ผมต้องอยู่ต่ออีกสองวันเพราะมีเรื่องจำเป็นต้องทำ” เธอยอมรับได้อย่างง่ายดาย อาจเป็นเพราะเมื่อเขาอยู่บ้าน เธอรู้สึกไม่มีความสุขเอาเสียเลย

หลังจากวางหูโทรศัพท์ เธอจึงเริ่มต้นจัดข้าวของในตู้ แล้วก็พบกล่องดังกล่าว มันเป็นกล่องขนมปังกรอบยี่ห้อ Lu ซึ่งมีชื่อเสียงมากในประเทศฝรั่งเศส เธอรู้สึกสนอกสนใจ เนื่องจากมันนานมากแล้วตั้งแต่เปิดกล่องนั้นครั้งก่อน เธอใช้ไม้ขนไก่ปัดเอาฝุ่นออกแล้วเปิดกล่อง จึงได้กลิ่นของบางสิ่งที่เคยคุ้นมาก

เธอหยิบเอาจดหมายฉบับหนึ่งออกมาและยืนอ่านอยู่ตรงนั้น มันช่างเป็นจดหมายที่หวานไพเราะอะไรอย่างนี้ ! ในภาษาถ้อยคำของเขานั้นเต็มไปด้วยความเข้าใจรักใคร่ เธอรู้สึกได้ถึงความสดชื่นมากมายได้กลับมาเหมือนกับผืนดินที่แตกระแหงได้รับน้ำฝน เธอเปิดจดหมายอีกฉบับออกอ่านเพราะว่ามันวิเศษเหลือเกิน ในที่สุดเธอจึงนำเอาจดหมายทั้งกล่องมาที่โต๊ะ นั่งลงและอ่านฉบับแล้วฉบับเล่า จนกระทั่งอ่านจบหมด 46 ฉบับ

เมล็ดพันธุ์แห่งความสุขในอดีตยังคงอยู่ในนั้น ทว่ามันถูกกลบฝังไว้ภายใต้ความทุกข์มากชั้น หากแต่ว่าพวกมันยังคงอยู่ที่นั่น ดังนั้นในขณะที่อ่านจดหมายซึ่งเขาเขียนเมื่อยังหนุ่มและรักซึ้งตรึงใจ เธอจึงรู้สึกได้ว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขภายในเธอเริ่มต้นได้น้ำแล้ว

เมื่อคุณทำบางสิ่งเหมือนอย่างนี้ ก็เท่ากับช่วยรดน้ำให้แก่เมล็ดพันธุ์แห่งความสุขซึ่งนอนจมอยู่ภายในจิตสำนึกของคุณ ในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่นานมานี้ สามีของเธอไม่รู้จักใช้ถ้อยคำอันไพเราะเสียบ้างเลย แต่เดี๋ยวนี้เมื่อกำลังอ่านจดหมาย เธอได้ยินคำพูดหวานๆ จากเขา ความสุขของพวกเขามีอยู่จริง แต่ทำไมเล่าพวกเขาจึงมีชีวิตเหมือนอยู่ในนรก? เธอแทบจะจำไม่ได้ด้วยซ้ำแล้วว่าเขาเคยพูดคุยกับเธออย่างนั้น แต่มันก็เป็นสิ่งที่เขาเคยทำจริงๆ ซึ่งเขาสามารถคุยกับเธอด้วยคำพูดดีๆ ได้

ช่วงเวลาชั่วโมงครึ่งที่เธอใช้เวลาอ่านจดหมายเหล่านี้ทั้งหมด ได้ช่วยพรมน้ำลงบนเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขในตัวเธอ เธอเข้าใจแล้วว่าทั้งเธอและเขาต่างก็ไม่มีความชำนาญ พวกเขาจึงให้น้ำบนเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ของกันและกัน อีกทั้งไม่รู้จักให้น้ำบนเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขบ้างเลย หลังจากอ่านจดหมายทั้งหมด เธอมีแรงจูงใจปรารถนาที่จะนั่งลงเขียนจดหมายบอกแก่สามีว่า ในช่วงเวลานั้นเธอมีความสุขเพียงใดเมื่อแรกเริ่มในความสัมพันธ์ของพวกเขา

เธอเขียนว่าปรารถนาให้ปีแห่งความสุขอันทรงคุณค่าเหล่านั้นหวนกลับคืนมาอีกครั้ง และตอนนี้อยากจะเรียกเขาว่า “สุดที่รักของฉัน” ด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม

เธอใช้เวลา 45 นาทีเพื่อเขียนจดหมายนั้น มันเป็นจดหมายรักจริงๆ ที่ส่งไปให้ชายหนุ่มเจ้าเสน่ห์คนที่เขียนจดหมายมาให้เธอเก็บเอาไว้ในกล่องกล่องหนึ่ง การอ่านและเขียนจดหมายใช้เวลาไปร่วมๆ 3 ชั่วโมง มันเป็นเวลาแห่งการฝึกปฏิบัติ ทว่าเธอเองไม่รู้เลยว่ากำลังปฏิบัติอยู่

หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ เธอรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ ทั้งๆ ที่จดหมายยังไม่ได้ส่งและสามีของเธอก็ยังไม่ได้อ่าน แต่กลับทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นอย่างมาก เพราะว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความสุขได้ตื่นขึ้นอีกครั้ง พวกมันได้รับน้ำแล้ว เธอขึ้นไปชั้นบนแล้วเอาจดหมายวางลงบนโต๊ะของเขา เธอรู้สึกมีความสุขไปจนตลอดวันที่เหลืออยู่ มันเป็นความสุขเพียงเพราะว่าจดหมายเหล่านั้นได้หล่อเลี้ยงเมล็ดพันธุ์ด้านบวกในตัวเธอ

ในขณะที่กำลังอ่านจดหมายและเขียนถึงสามีของเธอ เธอได้รับความเข้าใจบางอย่าง ที่ว่าพวกเขาทั้งสองไม่มีความชำนาญพอ อีกทั้งไม่รู้จักวิธีถนอมรักษาความสุขที่พวกเขาสมควรจะได้รับจากถ้อยคำพูดคุย จากการกระทำ แต่กลับทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ ทั้งๆ ที่ทั้งสองยินดีที่จะใช้ชีวิตร่วมกันเป็นครอบครัว เป็นคู่ผัวตัวเมีย แต่พวกเขากลับไม่มีความสุขเอาเสียเลย

หลังจากมีความเข้าใจนี้ เธอรู้สึกมั่นใจว่าถ้าเธอและเขาพยายามฝึกปฏิบัติ ความสุขก็จะหวนคืนกลับมาอีก เธอรู้สึกเต็มไปด้วยความหวังและไม่มีความทุกข์ใดๆ อีกเลยเช่นที่เธอเคยมีในอดีตที่ผ่านมา

เมื่อสามีเธอกลับมาบ้าน เขาขึ้นไปชั้นบนและเห็นจดหมายบนโต๊ะ เขียนว่า “ฉันเป็นคนหนึ่งที่มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบในความทุกข์ของเรา เป็นความจริงที่ว่าเราไม่มีความสุขอย่างที่เราทั้งคู่สมควรจะได้รับ ขอให้มาเริ่มต้นพูดคุยกันใหม่ ขอให้ความสงบสันติ ความปรองดองและความสุขเกิดขึ้นจริงอีกครั้ง”

เขาใช้เวลามากมายไปกับการอ่านจดหมายและมองลึกลงไปในสิ่งที่เธอเขียน เขาไม่รู้เลยว่ากำลังฝึกภาวนา แต่เขาก็กำลังทำมันอยู่ เพราะว่าด้วยการอ่านจดหมายของภรรยา เมล็ดพันธุ์แห่งความสุขในตัวเขาได้รับน้ำด้วยเช่นเดียวกัน

เขาอยู่ที่ชั้นบนเป็นเวลานาน มองหยั่งลึกเข้าไป เกิดความเข้าใจเหมือนๆกันกับที่เธอได้รับในวันก่อน ด้วยการกระทำนี้ พวกเขาทั้งสองจึงได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่และฟื้นฟูความสุขอีกครั้ง

ปัจจุบันนี้ ผู้คน คู่รักไม่เขียนจดหมายถึงกันอีกต่อไปแล้ว พวกเขาเพียงแค่ยกหูโทรศัพท์และพูดว่า “คืนนี้เธอว่างไหม? เราน่าจะออกไปนอกบ้านกันนะ” แค่นั้นเอง ไม่มีอะไรให้เก็บเอาไว้ให้ระลึกนึกถึง นั่นเป็นเรื่องน่าสงสาร เราต้องเรียนรู้ที่จะเขียนจดหมายรักอีกครั้ง เขียนถึงคนที่คุณรัก เขาอาจจะเป็นพ่อหรือเป็นลูกชาย เธออาจจะเป็นลูกสาว แม่ พี่สาว น้องสาว หรือเพื่อน ให้เวลากับการลงมือเขียนด้วยความรู้สึกสำนึกและความรักของคุณ

letterfromoldfriend

ชองจดหมายดอกไม้ไหว พิมพ์บนกระดาษลอกลาย

จดหมายยังคงสืบทอดหน้าที่เป็นสิ่งแทนตัวที่ดี หากเรารู้จักเอากลับมาอ่านทวน และระลึกรู้เข้าใจในสิ่งที่ตัวเรา เพื่อนสนิท คนรัก และผู้คนใกล้ชิดต้องการจะสื่อในตอนนั้น จดหมายเป็นมากกว่าบันทึกช่วยให้จำได้ เพราะว่าในขณะที่อ่าน เราจะรำลึกความหลังความทรงจำในอดีตทั้งหมดที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดไม่สบายใจ กับที่รู้สึกยินดีเป็นสุขคลุกเคล้ากันไปในบรรยากาศเก่าๆ พฤติกรรมที่เราทำในอดีตซึ่งก็มีที่ดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่คงจะดีแน่หากเรารู้จักยอมรับความไม่คงเส้นคงวาของตัวเราเองและให้อภัยทุกคนที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา พร้อมกับน้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตต่อไปไม่ว่ามันจะดีหรือร้ายก็ตาม

แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของจดหมายตามเทคโนโลยีอย่างมากมาย แต่ผู้คนก็ยังคงเขียนจดหมายถึงกันเรื่อยมาจวบจนในยุคสมัยนี้ การเขียนจดหมายจะดำรงอยู่ได้ตราบเท่าที่ผู้คนยังใช้ภาษาเป็นและมีประเด็นที่ต้องการจะเขียนถึงผู้อื่น

หากสังเกตดูให้ดีจดหมายได้ทำให้เราเป็นทั้งผู้ส่งและผู้รับหมุนเวียนกันไป ซึ่งก็หมายถึงการเป็นคนเขียนกับคนอ่านสลับกัน ในแต่ละขณะที่เขียนเรายังต้องอ่านทวน แม้อ่านไปแล้วก่อนที่จะตอบ คงต้องกลับไปอ่านจดหมายอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจ ดังนั้นการอ่านและเขียนจึงเป็นเรื่องเดียวกัน เหมือนๆกับความสุขที่ใส่ลงไปในจดหมายขณะที่เขียนเป็นตัวอักษรจะยังคงอยู่ไม่ได้หายไปไหน เพราะมันได้ถูกบันทึกเอาไว้และรอคอยผู้รับมาเปิดอ่านอยู่เสมอ

จากชื่อเดิม จดหมายเขียนความสุข

สุวีโรภิกขุ เขียน

ลงในคอลัมน์มองย้อนศร หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 2552

http://www.budnet.org/article/?p=247#more-247

รูปซองจดหมายของเพื่อนๆที่ชอบเขียน โดย พระหาวนอน ศิษย์หลวงปู่หมอน

และข้อเขียน “Love Letters” ข้างล่างนี้ เป็นต้นฉบับภาษาอังกฤษ ในเครื่องหมายคำพูดเช่นเดียวกับในส่วนข้อเขียนแปล “จดหมายรัก” ของบทความ “จดหมายคืนความสุข”

 

There is a French woman who kept old love letters from her husband. He wrote her beautiful letters before they married. Every time she got a letter from him, she savoured every sentence – every word – it was so sweet, so understanding, so full of love. She was delighted whenever she got a letter, so she kept all his letters in a biscuit box.

One morning, while she was rearranging her cupboards, she discovered the ancient biscuit box where she stored all his letters. It had been a long time since she had seen it. The box of letters told of the most wonderful time, when she young, when they loved each other and believed that without each other they could not survive.

But in the past several years, both husband and wife had suffered a lot. They didn’t enjoy looking at each other any more. They didn’t enjoy talking to each other any more. They didn’t write letters to each other any more.

The day before she found the box, her husband informed her that he had to go on a business trip. He did not find it pleasant to stay home, and perhaps he was looking for a little bit of happiness or pleasure on his trips. She was aware of that.

When her husband told her that he had to go to New York for a meeting, she said, “If you have work to do, please go ahead.” She had grown used to this: it was very ordinary. Then, instead of returning home as planned, he telephoned and said, “I have to stay two more days, because there are things I still need to do.” She accepted his very easily, because even when he was at home, she was not happy.

After hanging up, she began to rearrange her cupboard and she discovered the box. It was a box of Lu biscuits – a very famous brand in France. She was curious because it had been a long time since she opened that box. She put down her duster, opened the box, and smelled something very familiar. She took out one of the letters and she stood there and read it. How sweet was the letter! His language was full of understanding and love. She felt very refreshed, like a piece of dry land finally exposed to the rain.

She opened another letter to read because it was so wonderful. Finally she brought the whole box of letters to the table; sat down, and read one after another until she finished all forty-six of them. The seeds of her past happiness were still there. They had been buried under many layers of suffering – but they were still there.

So, while reading that letter he wrote when he was young and full of love, she felt the seeds of happiness in her begin to be watered.

When you do something like this, you water the seeds of happiness that lie deep within your consciousness. In the recent past, her husband had not been using that kind of language at all. But now, when reading the letters, she could hear her husband speaking in that sweet way. Happiness had been a reality for them. Why did they now live in a kind of hell? She could hardly remember that he used to talk to her like that, but it had been a reality. He was able to talk to her in that kind of language.

During the hour and a half she spent reading all these letters, she watered the seeds of happiness in herself. She realised that both of them had been unskilful. They had watered the seeds of suffering in each other, and they had not been able to water the seeds of happiness. After reading all the letters, she was motivated by the desire top sit down and write him a letter to tell him how happy she was at that time, in the beginning of their relationship. She wrote that she wished the happiness of those golden years could be rediscovered and recreated. And now she could again call him “My beloved one”with all honesty and sincerity.

She spent forty-five minutes writing that letter. It was a real love letter – addressed to the charming young man who had written the letters she kept in a box. Reading his letters and then writing a letter took about three hours. It was almost like a time of prayer, though she did not know she was praying.

After having written the letter, she felt very light inside. The letter had not yet been delivered; her husband had not yet read it; but she felt much better because the seeds of happiness had been reawakened – they had been watered. She went upstairs and put the letter on his desk. And for the rest of the day, she was happy. She was happy just because the letters had watered the positive seeds in her.

While reading the letter and writing to her husband, she gained some insight. Neither of them had been skilful. Neither of them knew how to preserve the happiness they deserved. In their speech, in their actions, they created hell for each other. Both accepted living as a family, as a couple, but they no longer had any happiness. After having understood this, she was confident that if both of them tried to practice, happiness could be restored. She became full of hope and no longer suffered as she had in the past years.

When her husband came home, he went upstairs, and he saw the letter on his desk. In the letter, she wrote: “I’m partly responsible for our suffering, for the fact that we don’t have the happiness that both of us deserve. Let us make peace, harmony and happiness a reality again.”

He spent a lot of time reading the letter and looking deeply into what she had written. He did not know that he was practising meditation. But he was practising also, because by reading his wife’s letter, the seeds of happiness in him were also watered. He stayed upstairs for a long time, looking deeply and getting the same insight that she had gained the day before. Because of that, both of them had a chance to begin anew and to restore their happiness.

Nowadays, people, lovers, don’t write letters to each other any more. They just pick up the phone and say “Are you free tonight? Shall we go out?” Or send a text. That’s all, and you have nothing to keep. That is a pity.

We must learn to write love letters again. Write to your beloved one; he may be your father or your son. She may be your daughter, your mother, your sister, or your friend. They may be church people, colleagues, neighbours. Like the woman in the story, like Paul to the Christians in Thessalonica, take time to write down your gratitude and love.

ข้อเขียนเรื่อง “Love Letters” โดยท่าน ติช นัท ฮันห์ ในนิตยสาร Resurgence ฉบับที่ 215 เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2545

ญาเฮ ดา (Iechyd Da) แปลลงใน นิตยสารสานแสงอรุณ ปีที่ 7 ฉบับที่ 42 (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2546) หน้า 39-40

หมายเหตุ : ขออนุโมทนา โยมพจน์ ที่ช่วยทบทวนความจำ และส่งฉบับแปลมาให้อ่านอีกครั้ง หลังจากที่อาตมาสูญเสีย จดหมายรักฉบับแปลไปแล้ว พร้อมๆกับการลาจากไปตลอดกาลของเจ้าฮาร์ดดิสก์ที่ไม่เคยได้แบกคับ(backup)เอาไว้ในหัวเลย จึงมิต้องหนักหัวกับการแบกจดหมายรัก แล้วไปแบกหมอนแทนไงล่ะ คุณโยม

 

พจน์ กริชไกรวรรณ (15 พ.ย. 2552) จำได้ว่า ทางกอง บก.สานแสงอรุณ เป็นคนส่งสำเนาบทความภาษาอังกฤษจากนิตยสาร Resurgence ซึ่งคุณธีรพล นิยม ส่งมาให้เลือกแปล ให้กับเพื่อน (ญาเฮ ดา) ช่วยแปลให้ เมื่อปี 2546  และเมื่อต้นเดือน พ.ย. 2552 ที่ผ่านมาขณะที่ผมมีโอกาสไปพักและฝึกปฏิบัติธรรมช่วงสั้นๆ ที่เชียงใหม่ เพื่อนที่ให้ช่วยเป็นครูภาวนาก็เอ่ยถึงบทความชิ้นนี้ขึ้นมา ผมจึงนำมาปรับเรื่องโดยการแบ่งย่อหน้าใหม่อีกครั้งเพื่อให้อ่านง่ายขึ้น โดยที่บทความในภาคภาษาไทยนี้ปรากฏในอินเตอร์เน็ตราวปี 2550 โดยใช้ชื่อว่า “จดหมายรักจากฝรั่งเศส” แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดชื่อผู้แปล และที่มาที่ชัดเจน รวมทั้งข้อความตกหล่นหลายจุด

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s